bitkub-banner

ย่อเพื่อไปต่อ Glassnode ชี้ Bitcoin ปรับฐาน 10% ล้างฟองสบู่รับเดโมแครตชนะ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา เพิ่มความเสี่ยงที่ร่างกฎหมาย Clarity Act จะไม่ผ่านการพิจารณาในรูปแบบปัจจุบัน
  • ผู้เชี่ยวชาญคาดบริษัทคริปโทฯ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Donald Trump อาจเผชิญการไต่สวนและตรวจสอบจากรัฐสภาอย่างเข้มข้นขึ้น
  • ประเด็นการจ่ายผลตอบแทนของ Stablecoin ยังคงเป็นข้อขัดแย้งสำคัญระหว่างกลุ่มธนาคารกับบริษัทคริปโทฯ ขณะที่ตลาด Perpetual Futures ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อได้

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

อุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีทุ่มเงินสนับสนุนทางการเมืองกว่า 170.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเทน้ำหนักส่วนใหญ่ไปที่พรรครีพับลิกัน แต่ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งกลางเทอมกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะและครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าร่างกฎหมาย Clarity Act ฉบับปัจจุบันมีโอกาสสูงที่จะถูกปัดตก ขณะที่บริษัทคริปโทฯ เตรียมเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น ทั้งในประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน การฟอกเงิน และธุรกิจหุ้น Tokenized อย่างไรก็ดี ยังพอมีช่องทางที่กฎหมายจะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาระหว่างสองพรรคได้ หากมีการปรับแก้เงื่อนไขที่รัดกุมขึ้น ส่วนตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบ Perpetual Futures ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้

บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนชั้นนำอย่าง Glassnode ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ตลาดประจำสัปดาห์เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยระบุว่าการที่ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงราว 10% จากจุดสูงสุดในเดือนกันยายน ถือเป็นการปรับฐานที่ดีต่อสุขภาพของตลาด เนื่องจากช่วยชะล้างภาวะความร้อนแรงที่มากเกินไปให้กลับสู่สมดุล นอกจากนี้ รายงานยังได้ประเมินถึงความแข็งแกร่งของตลาดหลังผ่านพ้นเหตุการณ์เจาะระบบครั้งประวัติศาสตร์ของ Binance รวมถึงผลกระทบจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งปิดฉากลง

ข้อมูลออนเชนชี้ว่า ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สัดส่วนของเหรียญ Bitcoin ที่อยู่ในมือของนักลงทุนระยะสั้น (ผู้ที่เข้าซื้อภายในช่วง 155 วันที่ผ่านมา) มีสถานะเป็นกำไรสูงถึงกว่า 97.5% แต่หลังจากการปรับฐานรอบล่าสุด สัดส่วนดังกล่าวได้หดตัวลงมาเหลือเพียงประมาณ 38% เท่านั้น ทั้งนี้ ทีมวิเคราะห์ของ Glassnode ประเมินว่า หากราคา Bitcoin สามารถทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันและดันสัดส่วนกำไรของนักลงทุนระยะสั้นให้กลับขึ้นไปยืนเหนือ 50% ได้อีกครั้ง จะเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่าผู้ซื้อกลุ่มล่าสุดเริ่มกลับมามีกำไรและมีความเชื่อมั่นต่อตลาดมากขึ้น

ล้างเลเวอเรจฝั่งขาขึ้น ลดความเสี่ยงการถูกบังคับขายเป็นลูกโซ่

ข้อดีที่สำคัญของการปรับฐานในรอบนี้ คือ การช่วยระบาย Long Position ที่ใช้เงินกู้หรือเลเวอเรจ ซึ่งสะสมตัวมาอย่างหนาแน่นตั้งแต่เดือนสิงหาคมออกไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์บังคับขาย (Liquidation) ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ

หากพิจารณาระดับราคาสำคัญในปัจจุบัน โซนด้านล่างที่ต้องเฝ้าระวังคือกรอบราคา 73,000 ถึง 76,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจุดที่มีสถานะ Long รอถูกบังคับขายกระจุกตัวอยู่หนาแน่นที่สุด และยังเป็นจุดที่ทับซ้อนกับเส้นต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนระยะสั้น รวมถึงเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ราย 200 วัน พอดี ในทางกลับกัน ในฝั่งด้านบนมี Short Position สะสมตัวรอจุดบังคับปิดสัญญาอยู่หนาแน่นบริเวณ 87,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากราคา Bitcoin พลิกกลับเป็นขาขึ้น เทรดเดอร์ฝั่งขาลอยเหล่านี้อาจถูกบีบ Short Squeeze จนกลายเป็นแรงส่งให้ราคาพุ่งทะยานขึ้นไปได้ไกลกว่าเดิม

ตลาดดูดซับแรงกระแทกเหตุแฮก Binance ได้ดี แต่ยังขาดเม็ดเงินใหม่จาก ETF

สำหรับกรณีที่กระดานเทรด Binance ถูกเจาะระบบเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม จนสูญเสียสินทรัพย์ไปกว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ซึ่งภายหลังพบว่าแฮกเกอร์ใช้วิธีปลอมแปลงการสัมภาษณ์งานเพื่อแทรกซึมเข้าสู่ระบบภายในมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน)

Glassnode ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะเป็นเหตุโจรกรรมคริปโทฯ ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ราคา Bitcoin กลับปรับตัวลงไปเพียง 3% ในช่วงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ ก่อนจะฟื้นตัวกลับมายืนใกล้เคียงกับระดับราคาก่อนเกิดเรื่องได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานของตลาดที่แข็งแกร่งมาก

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ยังคงขาดหายไปคือเม็ดเงินลงทุนใหม่จากนอกวงการคริปโทฯ เมื่อพิจารณาจากกระแสเงินทุนของกองทุน Spot Bitcoin ETF ที่ยังคงซบเซา โดยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของกองทุน ETF ทรงตัวอยู่ที่ราว 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับช่วงหลายเดือนก่อนหน้า

แต่ในอีกมุมหนึ่ง Glassnode มองว่าหากความต้องการซื้อจากฝั่ง ETF กลับมาคึกคักอีกครั้ง ตลาดที่สามารถรับมือกับข่าวร้ายระดับหกพันล้านดอลลาร์ได้โดยไม่พังทลายเช่นนี้ ย่อมมีโอกาสที่จะดีดตัวกลับเป็นขาขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ผ่าสถิติเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อเดโมแครตครองสภาแต่โครงสร้างตลาดเปลี่ยนไป

ในประเด็นการเมืองสหรัฐฯ รายงานได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งพรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะและครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (ส่งผลให้ร่างกฎหมายคริปโทฯ อย่าง CLARITY Act สุ่มเสี่ยงที่จะถูกปัดตกหากไม่สามารถผ่านสภาได้ทันก่อนสิ้นสุดสมัยประชุมในวันที่ 3 มกราคม)

โดยหากย้อนดูสถิติการเลือกตั้งกลางเทอม 3 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าหลังวันลงคะแนนเสียง ราคา Bitcoin มักจะปรับตัวลดลงเสมอ โดยร่วงลงตั้งแต่ 15% ถึง 50% ภายในช่วงเวลา 2 ถึง 10 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง

ทว่าความเคลื่อนไหวในรอบนี้กลับมีรูปแบบที่ต่างออกไป เนื่องจากแรงเทขายส่วนใหญ่ได้เกิดขึ้นไปก่อนวันเลือกตั้งแล้ว โดย Bitcoin ปรับตัวลงมาจากจุดสูงสุดของเดือนกันยายนราว 11% จนถึงวันลงคะแนนเสียง ก่อนจะขยับบวกขึ้นมาราว 1.5% หลังทราบผลการเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด Glassnode สรุปว่า ในระยะยาวอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานร่วมกับสภาคองเกรสที่นำโดยพรรคเดโมแครต แต่สิ่งที่ทำให้วัฏจักรในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง คือการที่ Bitcoin ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินกระแสหลักอย่างลึกซึ้งแล้ว ทั้งการเข้ามาของกลุ่มธนาคาร บริษัทจัดการสินทรัพย์ยักษ์ใหญ่ และกองทุน ETF ทำให้ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางการเมืองหรือท่าทีของหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดน้อยลงกว่าเมื่อหลายปีก่อนมาก อีกทั้งสถิติการร่วงลงหลังเลือกตั้งในอดีตก็เป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเพียง 3 ครั้ง ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปที่จะนำมาตัดสินทิศทางของตลาดในยุคปัจจุบันได้ทั้งหมด

ที่มา : coinpost


มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่น่ากังวลสำหรับอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีในเวลานี้อาจไม่ใช่แค่การที่ร่างกฎหมาย Clarity Act สุ่มเสี่ยงจะถูกปัดตกไป แต่คือการเปลี่ยนผ่านดุลอำนาจในการกำกับดูแลของสหรัฐฯ ในภาพใหญ่ เพราะเมื่อพรรคเดโมแครตกุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรส การใช้อำนาจเรียกไต่สวนบริษัทคริปโทฯ และการตรวจสอบธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ Donald Trump จะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ถูกหยิบมาใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้บริษัทที่กำลังรุกขยายนวัตกรรมใหม่อย่างตลาดหุ้น Tokenized และผลิตภัณฑ์การเงินข้ามพรมแดน ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางกฎระเบียบที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้นถึงระยะกลาง