สรุปข่าว
- WSJ รายงานว่า Elizabeth Warren วุฒิสมาชิกเดโมแครตจากแมสซาชูเซตส์ คาดว่า จะได้นั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา ในรัฐสภาชุดใหม่ ที่เริ่มเดือนมกราคม 2027
- ตำแหน่งนี้ให้อำนาจ ในการออกหมายเรียกพยาน และเอกสารกำหนดตารางไต่สวน พร้อมทั้งชี้ชะตาร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง CLARITY Act
- วาระเร่งด่วนของ Elizabeth Warren ประกอบด้วยการจัดการกลุ่มกองทุน Private Equity, การสอบสวนการใช้ข้อมูลภายในบนตลาดพยากรณ์ และการตรวจสอบระบบคุ้มครองผู้บริโภคของบริษัทคริปโท
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bearish
ผู้ที่ต่อต้านคริปโทอย่างหนัก กำลังจะได้อำนาจในการกำหนดทิศทางกฎหมายและตรวจสอบอุตสาหกรรม ทำให้แรงกดดันด้านกฎระเบียบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอาจกระทบความเชื่อมั่นของตลาดคริปโทในระยะกลาง
สำนักข่าว The Wall Street Journal (WSJ) รายงานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า Elizabeth Warren วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้มีจุดยืนต่อต้านคริปโทเคอเรนซีอย่างแข็งกร้าว คาดว่าจะได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา ในรัฐสภาชุดใหม่ที่จะเริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม 2027
หลังพรรคเดโมแครตสามารถคว้าเสียงข้างมากกลับคืนมาได้ ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จากการเลือกตั้งกลางเทอม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน แม้การแต่งตั้งจะยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการธนาคารฯ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำกับดูแลหน่วยงานด้านการเงินหลักอย่าง ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) รวมถึงเป็นด่านสำคัญในการพิจารณาร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
โดยผู้ดำรงตำแหน่งประธาน จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดตารางเวลาการไต่สวนสาธารณะ การพิจารณาร่างกฎหมาย ตลอดจนอำนาจในการ ออกหมายเรียกพยานและเอกสาร
ซึ่งสำนักข่าว The Wall Street Journal ชี้ว่า ขอบเขตการตรวจสอบของ Elizabeth Warren จะขยายวงกว้าง จากธนาคารยักษ์ใหญ่และวอลล์สตรีท ไปครอบคลุมเทคโนโลยีการเงินใหม่อย่างคริปโท และตลาดทำนายผล
เล็งเป้า 3 วาระเร่งด่วน
รายงานของ WSJ ระบุว่า ภารกิจเร่งด่วน 3 ด้านแรกที่คาดว่า Elizabeth Warren จะเดินหน้าผลักดันทันทีที่รับตำแหน่ง ประกอบด้วย การผลักดันร่างกฎหมาย ‘Stop Wall Street Looting Act’ เพื่อจัดระเบียบกลุ่มธุรกิจกองทุน Private Equity, การเปิดสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ข้อมูลวงในบนแพลตฟอร์มตลาดพยากรณ์ และการตรวจสอบระบบคุ้มครองผู้บริโภคของบรรดาบริษัทคริปโทเคอร์เรนซี
ที่ผ่านมา Warren ได้เกาะติดประเด็นตลาดพยากรณ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 เธอได้ส่งจดหมายถึง Michael Selig ประธานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) เพื่อตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการกำกับดูแล พร้อมหยิบยกประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเงินของครอบครัวทรัมป์ที่เข้าไปเชื่อมโยงกับบริษัทคริปโทฯ และตลาดพยากรณ์ รวมถึงวิจารณ์ฝ่ายบริหารของทรัมป์ว่าปล่อยปละละเลยให้เกิดการใช้อินไซเดอร์บนแพลตฟอร์มเหล่านี้
นอกจากนี้ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันอย่าง John Curtis ยังได้เคยเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการตุลาการเข้ามาตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่าง Donald Trump Jr. กับสองแพลตฟอร์มตลาดพยากรณ์ชื่อดังอย่าง Kalshi และ Polymarket อีกด้วย
ซึ่งในประเด็นนี้ โฆษกของ Trump Jr. ได้ออกมาชี้แจงว่าเจ้าตัวไม่ได้มีส่วนร่วมในการซื้อขายเก็งกำไรแต่อย่างใด แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษาด้านการตลาดให้กับทั้งสองบริษัทเท่านั้น
มีอำนาจชี้ชะตาร่างกฎหมาย CLARITY Act
นับตั้งแต่ที่ Elizabeth Warren ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แกนนำพรรคเสียงข้างน้อยในคณะกรรมาธิการการธนาคารฯ เมื่อเดือนมกราคม 2025 แทนที่ Sherrod Brown ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งไป เธอได้ส่งจดหมายซักฟอกภาคธุรกิจไปแล้วหลายร้อยฉบับ
แต่ด้วยข้อจำกัดของการเป็นฝ่ายค้านจึงไม่สามารถบังคับให้บริษัทเหล่านั้นส่งข้อมูลตอบกลับได้ ทว่าการก้าวขึ้นเป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ ในครั้งนี้ จะพลิกบทบาทให้เธอมีอำนาจออกหมายเรียกตามกฎหมายเพื่อบังคับให้ผู้บริหารบริษัทคริปโทฯ ต้องเข้ามาชี้แจงและส่งมอบเอกสารหลักฐานได้ทันที
อำนาจดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่ง Warren เคยออกมาคัดค้านฉบับแก้ไขของฝั่งพรรครีพับลิกันที่นำโดยวุฒิสมาชิก Tim Scott อย่างดุเดือด
โดยเธอให้เหตุผลว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะยิ่งเปิดช่องโหว่ให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในธุรกิจของครอบครัวประธานาธิบดีทรัมป์รุนแรงยิ่งขึ้น
ขณะที่ในฝั่งของสภาผู้แทนราษฎรนั้น WSJ รายงานว่า Maxine Waters สส. พรรคเดโมแครต คือตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะได้กลับมานั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมาธิการบริการทางการเงิน โดยมีรายงานจาก Bloomberg เสริมว่า Sean Casten สส. ร่วมพรรคอีกคน ก็พร้อมเสนอตัวเข้าชิงตำแหน่งผู้นำในคณะกรรมาธิการชุดสำคัญนี้เช่นกัน
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองคริปโทในสหรัฐฯ เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา Elizabeth Warren ทำได้แค่ส่งจดหมายและแสดงความเห็นต่าง แต่ปีหน้าเธอจะมีอำนาจเรียกผู้บริหารมาให้ปากคำได้จริง ทำให้ภาพรวมทางการเมือง เอื้อต่อฝั่งกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น
