<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ในปี 2018 ธนาคารกลางมีแผนที่จะซื้อ Cryptocurrency

กลุ่มธนาคารกลาง G-7 ชะลอการซื้อและขายเงินตราระหว่างประเทศ

ธนาคารกลางได้ดำเนินนโยบายการลงทุนโดยมีเป้าหมายในการจัดสรรสินทรัพย์ที่เฉพาะเจาะจง และในเรื่องของความสำคัญของวัตถุประสงค์ในการซื้อขายเงินตราระหว่างประเทศ ก็เพื่อทำให้เกิดสภาพคล่อง มีความมั่นคงและผลตอบแทน (ในท้ายที่สุด)

ปัจจุบันกลุ่ม G-7 ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ “การจัดระเบียบที่เหมาะสม” กับ Cryptocurrency แม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงในตัวสินทรัพย์ของ Cryptocurrency อย่างเช่น Bitcoin, Ethereum หรือ Zcash และ Cryptocurrency เหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือหรือสกุลเงินที่ธนาคารกลางจะให้สิทธิ์ในการนำมาใช้ค้าขายได้ตามกฎหมาย

แต่ในปี 2018 สิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไป กลุ่มธนาคาร G-7 จะเริ่มหันมาซื้อ Cryptocurrency เพื่อเพิ่มทุนสำรองระหว่างประเทศให้กับพวกเขา

ภูมิหลัง

หนึ่งในหน้าที่หลักของธนาคารกลางคือการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของรัฐบาลหรือสหภาพแห่งชาติด้วยทองคำ หรือทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ

เงินสำรองเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐชาติสามารถรักษาความเชื่อมั่นในนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน โดยรวมแล้วความมั่นคงทางการเงินที่มาจากการสะสมทองและทุนสำรองระหว่างประเทศได้ช่วยป้องกันความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของพลเมืองในกรณีที่เกิดผลกระทบจากภายนอกประเทศ

ทองถูกจัดว่าเป็นสิ่งที่สามารถนำมาป้องกันภัยพิบัติทางการเงินได้ เนื่องจากมีสภาพคล่องสูงมีคุณลักษณะทางสกุลเงินและผลประโยชน์ในการกระจายความเสี่ยง

การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศยังมีสภาพคล่องสูงและมีผลประโยชน์ด้านการกระจายการลงทุน (เมื่อเทียบกับสกุลเงินของธนาคารกลาง) และการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศก็เพื่อเป็นการลงทุนและการบริหารสภาพคล่องในประเทศ

ความเชื่อมโยงถึงกัน

ประเทศในกลุ่ม G-7 เชื่อมต่อกันผ่านทางข้อตกลงทางการเมืองการเงินและการค้า กลุ่มประเทศเหล่านี้มีทุนสำรองของกันและกันเป็นจำนวนมากเรียกว่าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ส่วนใหญ่ประเทศเหล่านี้จะยังมีคลังสินค้าขนาดใหญ่เพื่อเก็บทองคำสำรองไว้

ธนาคารกลางของ G-7 ยังมีสิทธิพิเศษถอนเงิน (SDR) และหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดที่เป็นเงินตราต่างประเทศเช่นพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ตั๋วเงินคลังตราสารทุนของบริษัท และเงินกู้ยืมสกุลเงินตราต่างประเทศ

SDR เป็นสินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อเป็นการสำรองเงินให้กับประเทศสมาชิก

มูลค่าของ SDR อ้างอิงกับสกุลเงินหลัก 5 สกุลได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร เงินหยวน (RMB) เงินเยนญี่ปุ่น และปอนด์ของประเทศอังกฤษ

โดยสรุปประเทศในกลุ่ม G-7 ถือสกุลเงินของแต่ละสกุลเงินข้างต้นเป็นทุนสำรองเงินตราต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นทาง SDR หรือโดยตรง และทองคำที่ส่วนใหญ่ได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรฐานทั่วไปที่มีค่าในระดับสากล

ทำไมต้องปี 2018

จุดหักเหของธนาคารกลางของ G-7 คือเมื่อมูลค่าตลาดของตลาด Bitcoin สูงกว่ามูลค่าของ SDR ทั้งหมดที่สร้างขึ้นและจัดสรรให้กับสมาชิก (ประมาณ 291 พันล้านดอลลาร์)


แปล: นี่คือเงินเฟ้อที่แท้จริง: 17,600 ดอลลาร์ เมื่อ #Bitcoin กลายเป็นสกุลเงินสากลที่ใหญ่ที่สุดในวงการตลาด #IMFSDR

ทำให้ตระหนักได้ว่ามูลค่าสกุลเงินของ G-7 กำลังจะลดลงเมื่อเทียบกับสกุลเงิน Cryptocurrency และแน่นอนว่า SDR และกลุ่ม G-7 จะถูกบังคับให้เปลี่ยนการสำรองเงินตราระหว่างประเทศของตนเองในรูปแบบของ Cryptocurrency

ในปี 2018 กลุ่มธนาคาร G-7 จะทำให้เห็นว่า Bitcoin และ Cryptocurrency ตัวอื่นๆ จะกลายเป็นสกุลเงินสากลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด และ Cryptocurrency จะตอบสนองความต้องการดั่งเช่นเป็นทองในรูปแบบดิจิตอล

ในปี 2018 Cryptocurrency เช่น Bitcoin จะใช้เพื่อการค้าระหว่างประเทศในระดับปานกลางเนื่องจากผลตอบแทนที่สูงเป็นเงินลงทุนที่จะช่วยสนับสนุนกลยุทธ์ ‘hold’ สำหรับประเทศ G-7

ทุนสำรองระหว่างประเทศยังใช้เป็นเครื่องมือนโยบายการเงิน ธนาคารกลางอาจเลือกที่จะขายและซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน ในปี 2018 ธนาคารกลางจะเริ่มตระหนักว่านโยบายการเงินสำหรับตลาดทั่วโลกจะไม่สามารถใช้กับ Cryptocurrency ได้

ทุนสำรองระหว่างประเทศนอกจากนี้ยังใช้เป็นตัวป้องกันความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของตนเอง ในประเทศที่เศรษฐกิจขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์การส่งออกอาจใช้เงินตราต่างประเทศเป็นตัวกันชนหากการส่งออกหรือมูลค่าลดลง ธนาคารกลางของ G-7 จะซื้อ Cryptocurrency เพื่อป้องกันความเสี่ยงของเศรษฐกิจในประเทศ

มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

Bitcoin และสกุลเงินอื่นๆ ที่ถูกเลือกจะถูกเพิ่มลงในรายการหลักทรัพย์และเป็นสกุลเงินที่ได้รับสิทธิ์ต่างๆ และเงินจากธนาคารกลางจะถูกเทลงใน Cryptocurrency

ผู้เขียนคิดว่าการที่ธนาคารกลางของ G-7 เริ่มใช้ Cryptocurrency เป็นหลักทรัพย์และเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ จะทำให้เกิดสภาพเศรษฐกิจที่คล่องตัวและยังเป็นการป้องกันความเสี่ยงของเศรษฐกิจในประเทศได้อีกด้วย