<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

บทความ: ในอนาคต คนส่วนใหญ่จะใช้ Bitcoin หรือ Altcoins แทนที่เงินมากกว่ากัน ?

ถึงแม้ว่าสาเหตุที่อุตสาหกรรมของคริปโตนั้นโด่งดังขึ้นมาได้จาก ราคาของมันที่พุ่งขึ้นสูงภายในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้นักลงทุนหลายคนกลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน จนกลายเป็นที่บอกต่อ ๆ กันว่า หากลงทุนใน Cryptocurrency หรือ Bitcoin ก็สามารถทำให้ร่ำรวยได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจจะลืมจุดประสงค์จริง ๆ ของมันไปเลยว่า จริง ๆ แล้วคริปโตส่วนใหญ่นั้นถูกออกแบบมาเพื่อการเป็นตัวกลางในการชำระเงิน

สำหรับอุตสาหกรรมคริปโตแล้ว Bitcoin คือเหรียญที่ผู้คนมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีเนื่องจากเป็น Cryptocurrency ตัวแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมา และ Altcoins รู้จักกันดีในนามเหรียญอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Bitcoin ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อเป็นตัวกลางในการชำระเงิน แต่คำถามคือ เหรียญไหนที่จะกลายเป็นตัวกลางในการชำระเงินที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กันในอนาคต

ความแพร่หลาย

อ้างอิงข้อมูลจาก Virtual Coin Squad มีบริษัทใหญ่ ๆ กว่า 54 บริษัทที่รับ Cryptocurrency เป็นช่องทางในการชำระเงิน เช่น Microsoft, Mozilla หรือ Shopify ที่รับ Bitcoin

อย่างไรก็ตามบริษัทใหญ่ ๆ เพียงไม่กี่บริษัทอาจจะวัดไม่ได้ว่า Bitcoin นั้นถูกใช้โดยคนส่วนมาก เว็บ UseBitcoin ได้แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันมีธุรกิจและรายย่อยกว่า 5,000 ที่ ที่รับ Bitcoin เป็นช่องทางในการชำระเงิน อย่างไรก็ตามธุรกิจเหล่านั้นไม่ได้รับ Cryptocurrency อื่น ๆ แล้ว

จากข้อมูลดังกล่าวอาจแสดงให้เห็นว่า ในมุมมองของคนส่วนใหญ่นั้น พวกเขาคุ้นเคยกับ Bitcoin มากกว่าสกุลอื่น ๆ ในปัจจุบัน โดยสาเหตุที่ไม่รับคริปโตอื่น ๆ นั้นอาจจะมาจากการที่พวกเขาไม่รู้จักก็เป็นได้

ความขัดแย้ง

ถึงแม้ว่าในช่วงปลายปีที่ผ่านมา Bitcoin ชื่อเสียงของ Bitcoin จะโด่งดังไปทั่วโลก เนื่องจากราคาที่พุ่งขึ้นสูงของมัน แต่ในขณะนั้น Bitcoin พบเจอกับปัญหา Scalibility โดยเมื่อมีผู้ใช้งานจำนวนมาก หรือมีรายการในการทำธุรกรรมจำนวนมากในเครือข่าย ค่าธรรมเนียมของมันพุ่งขึ้นไปสูงกว่าการทำธุรกรรมปกติมาก และบางธุรกรรมใช้เวลาในการทำธุรกรรมหลายวัน

ปัญหาดังกล่าวเป็นที่ระบบของ Bitcoin ที่สามารถทำธุรกรรมได้เพียง 7 รายการต่อวินาที ซึ่งห่างกับผู้ให้บริการชำระเงินอย่าง Visa ที่ทำธุรกรรมได้ 24,000 รายการต่อวินาทีเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ใช้งานหลายคน เป็นกังวลต่ออนาคตของมัน

จนล่าสุดนักพัฒนาเครือข่าย Bitcoin ได้ออกแบบ Protocol ใหม่ขึ้นมาชื่อว่า Lightning Network ที่เคลมว่าจะสามารถแก้ปัญหา Scalability ได้ ที่เคลมว่าสามารถทำธุรกรรมได้ถึง 1,000,000 รายการต่อวินาที และมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำ อย่างไรก็ตามมันยังไม่ได้ถูกใช้งานจริง และยังอยู่ในช่วง Beta เท่านั้น ซึ่งปัญหาของ Bitcoin ยังคงอยู่

Altcoins

ด้วยความที่ปัญหาของ Bitcoin ยังคงอยู่ ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มหันไปหาคริปโตตัวอื่น ๆ เช่น Litecoin, Ethereum หรือ Bitcoin Cash ที่มีความเร็วในการทำธุรกรรมที่สูง และค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมต่ำกว่า Bitcoin เป็นอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น Bitcoin Cash ที่เป็น Hard Fork ของ Bitcoin มันมีขนาด Block อยู่ที่ 32 MB ในขณะที่ Block ของ Bitcoin อยู่ที่ 1 MB ซึ่งมันสามารถทำธุรกรรมได้ 224 รายการต่อวินาที หรือ เหรียญ XRP ที่มีศักยภาพในการทำธุรกรรมได้ถึง 50,000 รายการต่อวินาที

ข้อมูลดังกล่าวเผยให้เห็นว่า ในทางทฤษฎีแล้ว Altcoins อาจจะมีศักยภาพมากกว่า Bitcoin ก็เป็นได้ หากเปรียบเทียบในเรื่องของการเป็นตัวกลางในการชำระเงิน

สรุป

อย่างไรก็ตาม การที่อะไรจะถูกนำมาใช้เป็นเงินนั้น ไม่ได้แปลว่ามีความเร็วในการทำธุรกรรม หรือค่าธรรมเนียมที่ต่ำก็เป็นได้ มันยังจำเป็นต้องสามารถเก็บมูลค่า หรือเป็นหน่วยในบัญชีได้อีกด้วยจึงจะเติมเต็มหน้าที่ของเงินได้ ซึ่งด้วยธรรมชาติที่ผันผวนของ Cryptocurrency ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin หรือ Altcoins ทำให้ทั้งคู่อาจไม่ถูกใช้เป็นเงินเลยก็เป็นได้ แต่อาจถูกใช้ในเหตุการณ์เฉพาะเท่านั้น เช่นการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน

แต่หากจำเป็นต้องเลือก Bitcoin หรือ Altcoins ในการใช้ในเหตุการณ์เฉพาะ หากเป็นสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้เขียนยังเลือกให้ Altcoins มากกว่าเนื่องจากความเร็วในการทำธุรกรรม และค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า ซึ่งหาก Bitcoin ใช้งาน Lightning Network จริง ๆ แล้วก็ไม่แน่ว่าอาจจะกลับมาแซง Altcoins ก็เป็นได้

และแน่นอนว่า สำหรับคนส่วนใหญ่นั้น ผู้เขียนคิดว่า พวกเขายังคงเลือก Bitcoin เป็นตัวกลางในการชำระเงิน เนื่องจาก พวกเขายังไม่เข้าใจและเข้าถึง Altcoins เลยทำให้ไม่มีตัวเลือกเท่าไรนัก ซึ่งปัจจัยในด้านความนิยมนั้นก็เป็นอะไรที่มองข้ามไม่ได้เลยเช่นกัน

Read previous post:

Walmart ได้เ...

Close