<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

เบาะแสเผย นาย Dave Kleiman ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์อาจเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของ Bitcoin

ก่อนหน้านี้ทาง Siam Blockchain เคยรายงานว่า ไปแล้วว่า มีผู้ตั้งทฤษฎีสันนิษฐานว่านาย Dave Kleiman อาจจะเป็น Satoshi Nakamoto เนื่องจากเขาเคยมีความเกี่ยวข้องกับนาย Craig Wright ซึ่งในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกถึงเนื้อเรื่องที่น่าสนใจของเขาในหลาย ๆ แง่มุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนกัน

ประวัติของ Bitcoin นั้นถือเป็นหนึ่งในเรื่องลึกลับที่สุดในวงการคริปโต ไม่มีใครทราบว่าจริง ๆ แล้วมันถูกสร้างขึ้นมาโดยใครยกเว้นนามแฝงว่า Satoshi Nakamoto ถึงแม้จะมีการพยายามตามหาตัวตนที่แท้จริงของเขาอย่างจริงจังแต่ก็ดูเหมือนว่า จะไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามหลาย ๆ คนเชื่อว่า ความลับดังกล่าวจะถูกเปิดเผยอย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เว็บไซต์ Gizmodo ได้ตีแผ่บทความอธิบายชีวิประวัติของนาย Dave Kleiman ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชื่องโยงกับต้นกำเนิดดั้งเดิมของ Bitcoin และ Satoshi Nakamoto ที่คนเป็นจำนวนมากให้ความสนใจ

ชีวประวัติ

นาย Dave Kleiman เกิดในปี 1967 เขาเป็นผู้ที่มีความสนใจในคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีตั้งแต่ยังเด็ก ต่อมาในปี 1986 นาย Kleiman ได้เริ่มไปรับใช้กองทัพสหรัฐฯ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของเฮลิคอปเตอร์ และออกจากกองทัพในปี 1990 จากนั้นเข้าทำงานที่สำนักงานกองปราบที่ Palm Beach

นาย Kleiman ถูกเทรนด์โดยรุ่นพี่นาม Patrick Paige ซึ่งในปี 2012 เขาได้กลายเป็นหุ้นส่วนก่อตั้งบริษัท Computer Forensics ในเวลาต่อมานาย Paige ได้ให้คอมพิวเตอร์เครื่องแรกให้กับนาย Kleiman และมักจะไปเยี่ยมเยียนบ้านของเขาและพูดคุยอยู่เสมอ ๆ

ในช่วงปี 1995 นั้น นาย Paige เคยถามไถ่ว่าทำไม นาย Kleiman ถึงเลือกที่จะทำงานที่สำนักงานกองปราบ ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นผู้ที่ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก เขามีศักยภาพที่จะสร้างรายได้กับบริษัทด้านไอทีได้มากกว่าทำงานอยู่กองเสียอีก แต่นาย Kleiman ให้คำตอบว่า มันคือความฝันของเขาที่จะ “ทำงานในหน่วยงานด้านกฎหมาย”

ในปี 1995 นั้นเอง นาย Kleiman ประสบอุบัติเหตุมอเซอร์ไซค์ ทำให้ต้องนั่งรถ Wheelchair และในจุดนั้นเอง มันยิ่งกระตุ้นให้เขาสนใจในคอมพิวเตอร์มากขึ้นไปอีก หลังจากประสบอุบัติเหตุเขาก็ทำงานที่กองปราบได้สักพักก่อนจะลาออก ไปทำงานด้านนิติคอมพิวเตอร์ให้หน่วยงานเอกชน

จุดเปลี่ยนแปลง

เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีเข้า ชื่อเสียงของนาย Kleiman ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เขาได้ถูกเชิญไปพูดที่งานสัมมนาต่าง ๆ มากมาย, ได้ออกข่าวช่อง CNN และ ABC รวมทั้งแต่งหนังสือเกี่ยวกับความปลอดภัยเกี่ยวกับการตั้งรหัสผ่าน,ภัยคุกความด้านความปลอดภัยของธุรกิจ และซอฟท์แวร์ต่าง ๆ อีกด้วย

เมื่อต้นปี 2000 นาย Kleiman ได้เริ่มให้ความรู้ด้านความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ผ่าน Computuer Security Mailing List (บริการนิตยสารผ่านอีเมล์ในอดีต) เช่น Securityfocus.com และ metzdowd.com ซึ่งในภายหลัง Satoshi Nakamoto ก็ได้ใช้งานมันด้วย ในช่วงที่สร้าง Bitcoin แรก ๆ

ในปลายปี 2010 เพื่อนของเขาไปที่บ้านของนาย Kleiman และพบว่าเขาล้มลงไม่สามารถลุกได้ในเวลาในขณะนั้น จึงเรียกรถไปส่งโรงพยาบาล และผลวิจัยชี้ออกมาว่า เขาติดเชื้อ MRSA (เชื่อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการดื้อยา) จากบาดแผล ทำให้ในขณะนั้นเขาออกไปทำงานได้แค่ครั้งคราวเท่านั้น จนกระทั่งได้รับการผ่าตัดอยู่หลายครั้ง จึงกลับไปทำงานได้ตามปกติ

Satoshi Nakamoto เองก็นำเสมอโครงสร้างต่าง ๆ ของ Bitcoin ไปยัง List ของ Metzdowd ในปี 2008 และต้นแบบของซอฟท์แวร์ Bitcoin ในปี 2009

เอกสารที่ทาง Gizmodo ได้รับชี้ว่า นาย Wright ได้ขอร้องให้นาย Klieman ช่วยจัดการเรื่อง Paper ของ Bitcoin หนึ่งเดือนก่อนที่มันจะตีพิมพ์

“ผมต้องการความช่วยเหลือของคุณในการแก้ไข Paper ที่ผมกำลังจะเผยแพร่มันในปีนี้ ผมกำลังสร้างเงินอิเล็กทรอนิกส์ชนิดใหม่ที่เรียกว่า Bit Cash, Bitcoin…” จดหมายร่ายยาวต่อไปเรื่อย ๆ “คุณคอยช่วยเหลือผมมาตลอด Dave ผมอยากให้คุณเป็นส่วนหนึ่งของมัน”

นาย Conrad ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของนาย Kleiman ได้สงสัยว่า เพื่อนซี้ของเขาอาจจะหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลัง Bitcoin เนื่องจากเขามีความสามารถในระดับที่จะสร้างอะไรแบบนี้ได้ และเป็นคนที่เก็บความลับได้ดีอีกด้วย

นาย Conrad มักจะเรียกนาย Kleiman ว่าเป็นคนที่จัดแจงแบ่งแยกอะไรได้ดี เขาเป็นคนที่เอาอะไรต่าง ๆ มาปนกัน เรื่องงานคือเรื่องงาน เขาจะไม่บอกใครเลยถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ

จุดจบและร่องรอย

อ้างอิงจากบทความ นาย Kleiman ออกจากโรงพยาบาล Miami VA ในปี 2013 ซึ่งหลังจากนี้เป็นจุดที่นาย Paige เรียกว่า “ช่วงเก็บตัว” นาย Kleiman ได้ปิดตัวอยู่ในบ้าน และปฎิเสธที่จะติดต่อกับคนภายนอก รวมทั้งเพื่อนเก่าบางคนอีกด้วย

เขามีสุขภาพที่ไม่ค่อยดีมากนัก จนจุด ๆ หนึ่ง เขาเคยบอกกับนาย Paige ว่า รู้สึกสั่น และเป็นไข้ แต่เขาก็ยังทำงานอะไรบางอย่างต่อไป ซึ่งทำให้นาย Paige เกิดความเป็นห่วงเลยโทรไปถามไถ่บ่อย ๆ จนนาย Klieman รำคาญและขู่ว่าจะเรียกตำรวจหากยังโทรมารังควานบ่อย ๆ อีก

หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน นาย Dave Kleiman ถูกพบว่าเสียชีวิตที่บ้านของเขา อ้างอิงจากรายงานของ Palm Beach County Medical Examiner Office สภาพของเขาในขณะที่เสียชีวิตนั้นน่าสยดสยองมาก ร่างกายของเขามีการเปื่อย, มีคราบเลือดและอุจจาระตามรถเข็นของเขา, ฝาของขวดแอลกอฮอลที่เปิดอยู่ และมีปืนที่มีกระสุนบรรจุวางอยู่ข้าง ๆ ตัวเขา

มีรูกระสุนอยู่ตรงฟูกที่เขานอนซึ่งอาจจะชี้ได้ว่า เขาพยายามที่จะฆ่าตัวตาย แต่อาจจะไม่สำเร็จ, อาจเป็นเพียงการระบายอารมณ์ หรือการฆ่าเวลาของเขาก่อนที่กำลังจะตายเท่านั้น สาเหตุที่เขาตายจริง ๆ คือ ตายด้วยเชื้อ MRSA

จากพฤติกรรมต่าง ๆ ของเขาในช่วงปั้นปลายชีวิต ทำให้เพื่อนสนิทเช่นนาย Conrad และ Paige เชื่อว่า เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับ Bitcoin ถึงแม้เขาไม่เคยขอเงินคนอื่นเลยซักครั้ง แต่นาย Conrad และ Paige ก็คอยส่งเช็คเงินไปให้เสมอ ๆ เพื่อหวังว่า ความเป็นอยู่ของเขาจะดีขึ้น

เอกสารที่ Gizmodo ได้รับ เผยด้วยว่ามีร่างสัญญาที่ยังไม่เสร็จแสดงว่า นาย Wright จะให้ Bitcoin กับนาย Kleiman จำนวน 1,100,000 BTC ในปี 2011 ซึ่งจะมีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ 6,986 ล้านดอลลาร์ หรือ 230,485 ล้านบาท แต่ในสัญญาก็ระบุไว้ว่า นาย Kleiman ต้องคืน Bitcoin นั้นให้กับ Wright อยู่ดี รวมทั้ง ความจริยธรรมของนาย Kleiman ก็คงไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงินที่ไม่คิดว่าเป็นของเขาแน่ ๆ ถึงแม้จะสถานการณ์แย่แค่ไหนก็ตาม

ในตอนที่เขามีชีวิตอยู่นั้น นาย Kleiman ได้เก็บ USB ไว้กับตัวเองตลอดเวลา นาย Paige เชื่อว่า USB ซึ่งทำจากเหล็กระดับเดียวกับอากาศยานนั้น อาจจะมีอะไรบางอย่างอยู่ และหากเขามีความเกี่ยวข้องกับ Satoshi Nakamoto จริง ในนั้นอาจจะมี Bitcoin จำนวนมากซ่อนอยู่ก็เป็นได้

อ้างอิงจากนาย Paige USB ดังกล่าวถูกส่งต่อไปให้น้องชายของเขานาม Ira ซึ่งปฎิเสธที่จะให้การสัมภาษณ์ว่าครอบครองจริงหรือไม่ และหากมี Bitcoin อยู่ในนั้นจริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเปิดมันได้ เพราะว่ามันเป็นของนาย Kleiman ที่เข้ารหัสไว้อย่างแน่นหนา ในระดับที่ว่ากูรูด้านเทคโนโลยีก็คงไม่สามารถเข้าได้

นาย Paige อธิบายถึงความยากในการเข้ารหัสว่า:

“ถ้าคุณบอกผมว่ามีเงินอยู่หลายล้านดอลลาร์อยู่ในคอมพิวเตอร์ของ Dave ในห้องนี้ ผมจะไม่หันไปมองมันด้วยซ้ำเพราะว่า มันเสียเวลาเปล่า ๆ ”

Read previous post:

หลังจากที่ปร...

Close