<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

3 ความเสี่ยงในการทำ Arbitrage คริปโต และวิธีการจัดการกับมัน

การเทรดอาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสมอไปในการทำกำไรในช่วงที่ตลาดขาลงอย่างรุนแรงเช่นช่วงนี้ เลยทำให้วิธีการเช่น Arbitrage นั้นถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการทำกำไร แต่ไม่อยากเสี่ยงเทรด

การ Arbitrage ถือเป็นว่า อีกหนึ่งวิธีสุดคลาสสิกในการทำกำไร ซึ่งมีมาก่อนตลาดคริปโตจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำ Arbitrage ของค่าเงินระหว่างประเทศ หรือการทำ Arbitrage ในตลาด eCommerce เช่นการซื้อของใน Amazon และนำไปขายที่ Ebay เป็นต้น

Arbitrage คือใช้ช่องว่างของราคาในระหว่างตลาดในการหากำไร กล่าวคือ การซื้อของราคาถูกจากอีกทีหนึ่งไปขายยังอีกที่หนึ่ง (เช่นการซื้อจากเว็บ Bx แล้วโอนไปขาย Bitkub แล้วได้กำไร) ซึ่งการ Arbitrage ในคริปโตนั้นสามารถทำได้เช่นกันเนื่องจากเว็บเทรดในคริปโตนั้นมีมากมายหลายพันเว็บ และไม่มีใครมากำหนดราคากลางว่าแต่ละเหรียญต้องมีราคาเท่าไร ทำให้ทุก ๆ เหรียญในแต่ละเว็บมีไม่เท่ากันนั่นเอง

บทความนี้จะไม่ได้เจาะลึกว่าทำได้อย่างไร แต่จะให้ความรู้ที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์ว่า ถึงแม้การ Arbitrage จะดูง่ายดาย แต่มันก็มีความเสี่ยงและอุปสรรคอยู่มากมายเช่นกัน ไม่ต่างกับการเทรดเลย โดยหลัก ๆ แล้วมีอยู่ 3 ประการ

ระยะเวลาในการโอน และการติดขัดบนเครือข่าย

เมื่อเราทำการซื้อเหรียญราคาถูกมาได้จากที่หนึ่งแล้ว การที่จะโอนไปขายอีกที่นั้น ย่อมใช้เวลาเป็นเรื่องปกติ โดยความเร็วในการโอนนั้นจะขึ้นอยู่กับ ปัจจัยหลัก ๆ 2 ประการคือ เว็บเทรดคริปโตและ Blockchain นั้น ๆ

เมื่อเราทำการโอนผ่าน Wallet ของเว็บเทรด มันจะต่างกับการที่เราโอนออกจาก Cold Wallet เช่น Paper Wallet, Ledger หรือ Trezor ตรงที่คริปโตที่ขึ้นโชว์อยู่ในหน้า Dashboard ในบัญชีเรานั้น ไม่ได้แปลว่ามีคริปโตเหล่านั้นอยู่ในกระเป๋าของเราจริง ๆ เนื่องจากเว็บเทรดคริปโตส่วนใหญ่จะเก็บเงินของลูกค้าใน Hot Wallet และเมื่อมีคำสั่งโอนออก พวกเขาก็ต้องไปทำการหาคริปโตนั้นมา และทำการโอนให้ เลยทำให้มีเวลาดำเนินการในส่วนนี้ ไม่ได้โอนทันทีเลย เพราะฉะนั้นต้องดูให้ดีว่าเว็บเทรดไหนให้บริการเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เว็บเทรดใหญ่ ๆ เช่น Binance ก็ทำหน้าที่ได้ว่องไวดี

นอกจากนี้ต้องดูอีกด้วยว่า เหรียญคริปโตนั้น ๆ มีความเร็วในการโอนเท่าไร เพราะเมื่อเว็บเทรดทำการโอนให้เราเรียบร้อยแล้ว ต่อไป มันจะขึ้นอยู่กับ Blockchain ของคริปโตนั้น ๆ แล้วว่ามีความสามารถในการทำธุรกรรมไวขนาดไหน เช่น Bitcoin ที่มักมีเวลาในการโอนที่นานกว่า Altcoins เช่น XRP, Ethereum หรือ Litecoin เป็นต้น ต้องเลือกดี ๆ ว่าจะใช้เหรียญไหนโอนออกถึงจะไวที่สุด ยิ่งไวความเสี่ยงยิ่งน้อย ถ้าเป็นไปได้ให้เลือก XRP เพราะมีค่าธรรมเนียมในการโอนออกที่ถูก และทำธุรกรรมได้ไวมาก ๆ ในระดับวินาที

รวมทั้งต้องดูด้วยว่า ในขณะที่ทำการโอนเครือข่ายของเหรียญนั้นกำลังทำธุรกรรมอยู่มากเกินที่รับไหวหรือไม่ เช่นในปลายปี 2017 ที่ Bitcoin มีปริมาณการทำธุรกรรมสูงมากทำให้ผู้ใช้งานบางคนต้องรอเป็นวัน ๆ เลยถึงจะโอนสำเร็จ

สภาพคล่องต่ำ ส่งผลทำให้ไม่มีคนมา Fill ออร์เดอร์ที่ตั้งไว้ (Volume)

ใช่ว่าเมื่อทำการเปรียบเทียบราคา แล้วเห็นเหรียญราคาถูกกว่าเว็บอื่นแล้ว เราจะกระโจนเข้าไปทำการซื้อมันเลยทันที หากต้องการ Arbitrage อย่างปลอดภัย ควรจะสังเกตเสมอ 2 ข้อว่า เว็บเทรดที่จะซื้อเหรียญนั้นมีออร์เดอร์ขายมากพอหรือไม่ และเว็บเทรดที่จะทำการขายเหรียญนั้นมีออร์เดอร์ซื้อมากพอหรือไม่

สามารถจัดการความเสี่ยงนี้ได้โดยการทำการไปดูออร์เดอร์ตั้งซื้อตั้งขายของเว็บเทรดเหล่านั้นก่อน และนำมาเทียบเงินของตัวเองว่าพอหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น

-เราเห็นว่าที่ เว็บเทรด Bitfinex มีราคา Bitcoin 3,232 ดอลลาร์ ถูกกว่า Binance 200 ดอลลาร์

-ทำการเข้าซื้อ Bitcoin ที่ Bitfinex ด้วยเงิน 8,000 ดอลลาร์ จะได้ 2.475 BTC

-นำ 2.475 BTC ไปขายที่ Binance ซึ่งมีราคา 3,432 ดอลลาร์ แต่ปรากฏว่า ออร์เดอร์ที่รับซื้อในราคา 3,432 ดอลลาร์นั้นมีปริมาณแค่เพียง 1 BTC ก็จะทำให้การ Arbitrage ไม่สำเร็จทั้งหมด ขายได้เพียง 1 BTC เท่านั้น เหลือไว้ 1.475 BTC ที่ต้องขายในราคาที่ถูกกว่านี้ทำให้กำไรลดลงจากที่คิดไว้

เพราะฉะนั้นควรจะสังเกตและทดสอบกรอกตัวเลขลงไปเสมอว่า เรามีเงินเท่านี้จะซื้อได้เท่าไร และเมื่อนำไปขายอีกเว็บจะมีคนรับซื้อมากพอหรือไม่ โดยปกติแล้ว มักจะเลือก Arbitrage คู่เหรียญที่มีปริมาณการเทรดมาก ๆ หรือเทรดในเว็บที่มีปริมาณการเทรดมาก ๆ จะลดความเสี่ยงนี้ได้เยอะ

ความผันผวนตลาด

เป็นที่รู้กันดีว่าตลาดคริปโตนั้นไม่เคยหยุดนิ่ง 24 ชั่วโมง ราคาจะขยับตลอดเวลา ซึ่งก็มีบ่อยครั้งที่ราคาของมันดีดขึ้นหรือร่วงลงไป 10 จนถึง 50 เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่กี่นาที ซึ่งอาจจะไปตรงกับเวลาที่เราทำการโอนเหรียญจากเว็บหนึ่งไปยังอีกเว็บหนึ่งพอดี

โอกาสเป็นไปได้นั้นน้อยมาก ๆ แต่เมื่อเกิดขึ้นจริง ๆ มันแทบจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลย ต้องรักษาทุนเอาไว้ก่อนโดยการขายทั้ง ๆ ที่ขาดทุน ซึ่งจริง ๆ แล้วสามารถลดความเสี่ยงวิธีนี้ได้โดยการเลือกเหรียญที่มีปริมาณการเทรดเยอะเช่น Bitcoin หรือ Ethereum เพราะว่า ยิ่งมีปริมาณการเทรดเยอะ ราคาจะยิ่งถูกปั่นขึ้นไปยาก เพราะมีแรงซื้อแรงขายมหาศาลตลอดเวลา รวมทั้งเล่นในเว็บที่มีปริมาณการเทรดใหญ่ ๆ ก็ช่วยได้มากเช่นกัน

ในข้อสุดท้ายนี้ ยังมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับข้อแรกด้วยตรงที่ยิ่งการทำธุรกรรมนั้นมีเวลานานเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงที่จะเจอราคาผันผวนรุนแรงมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นการเลือกเหรียญที่โอนไวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ

นอกจากนี้ ผู้ที่ทำ Arbitrage ไม่ควรทำแบบ All-in กล่าวคือ เวลาทำให้แบ่งเงินออกเป็นก้อน ๆ เสมอสัก5 หรือ 10 ก้อน เพื่อลดความเสี่ยงให้มากที่สุด จะได้ไม่ต้องกังวลมากถ้ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง เพราะมีเงินสำรองไว้รอทำกำไรต่อซึ่งในระยะยาวจะออกมาเป็นบวกในที่สุด ถึงแม้กำไรอาจได้ช้ากว่า แต่ก็ดีกว่าเจอการเทขายหรือดีดทีหนึ่งแล้วเสียทุนไปทั้งหมดเลย

ความเสี่ยงเหล่านี้เป็นเพียง 3 อย่างหลัก ๆ เท่านั้น จริง ๆ ยังมีความเสี่ยงและเทคนิคอื่น ๆ อีกมากที่จะช่วยทำให้ได้กำไรจากการ Arbitrage มากขึ้น แต่พื้นฐานเหล่านี้คือสิ่งสำคัญหลัก ๆ ที่นัก Arbitrage ควรศึกษาและหาวิธีจัดการกับมันให้ได้ซะก่อน

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น