<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

bitkub-2022-769x90

[รีวิว] Brave Browser บราวเซอร์ที่จ่ายรางวัลผู้ใช้งานและคนทำเว็บเป็นเหรียญ Cryptocurrency

bitkub-2022-768x90

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในวงการคริปโตก็คงหนีไม่พ้น Brave Browser ที่เคยเผยว่ามีผู้ใช้งานหลักล้านคนเลยทีเดียว โดยมันเป็น Browser รูปแบบใหม่สำหรับตอบโจทย์นักท่องเน็ตรูปใหม่ พร้อมทั้งเคลมว่ามีฟีเจอร์และการทำงานที่เหนือกว่า Browser รุ่นก่อนหน้าอย่าง Google Chrome หรือ Mozila Firefox อย่างมากมาย

ในบทความนี้จะมาดูรายละเอียการทำงานและข้อดีของมันกันว่าดีอย่างที่เคลมไว้จริงหรือไม่?

Brave Browser คืออะไร?

Brave นั้นเป็น Browser สำหรับการท่องอินเทอร์เน็ตรูปแบบใหม่ ซึ่งก็เหมือน Browser อื่น ๆ ที่เปิดให้ใช้งานฟรี แต่ส่วนที่ทำให้มันโดดเด่นจาก Browser อื่น ๆ ก็คงหนีไม่พ้นฟีเจอร์การป้องกันโฆษณา (Anti-Ad) และการเคลมว่าไม่เก็บข้อมูลผู้ใช้งานแต่อย่างใด

bitazza-may-768x90

Brave นั้นจะบล็อตโฆษณาได้มากกว่า Extension ใน Google Chrome อย่าง Adblock Plus ซะอีก แต่ก็ยังบล็อค Search Ads ไม่ได้อยู่ดี

จุดเด่นของ Brave นั้นไม่ได้มีดีแค่การบล็อคโฆษณา แต่มันยังเป็น Browser ที่ให้คุณค่าในความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานเป็นอันดับหนึ่งเลยด้วย ผู้ใช้งานสามารถเลือกเปิดปิด Ads ได้ตามใจชอบ หรือแม้กระทั่ง Script หรือ Cookie ก็ตาม กล่าวคือผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ว่าอยากแชร์ข้อมูลส่วนไหนนั่นเอง มันเป็น Browser ที่คืนอำนาจให้แก่ผู้ใช้งานอีกครั้ง เพราะในปัจจุบันมีบริษัทมากมายกำลังนำข้อมูลของผู้ใช้งานไปใช้อยู่โดยไม่ได้ขออนุญาต และ Brave ก็เป็นอีกหนึ่งแรงที่จะช่วยต่อต้านบริษัทเหล่านั้น

Brave สร้างรายได้ให้กับคนเล่นเน็ตได้ด้วย

อ่านถึงข้อนี้อาจจะตกใจว่า Brave มันทำเงินได้ด้วยหรอ? คำตอบคือใช่ Brave มีฟีเจอร์ในการสร้างรายได้ให้กับผู้ใช้งานด้วย โดยผู้ใช้งานจะได้รายได้มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์จาก Brave Ads

โดยโฆษณาใน Brave จะแบ่งเป็นหลัก ๆ 2 ประเภทคือ User Ads และ Publisher Integrated Ads ต่างกันที่ส่วนแบ่งรายได้เท่านั้น

  • User Ads – มีตัวเลือกให้เปิดปิดได้ ถ้าไม่ชอบเห็นโฆษณาก็สามารถเลือกบล็อคมันได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินอะไรให้กับ Brave ทั้งนั้น แต่ถ้าเปิดดู Ads มันจะเป็นช่องทางให้กับ Brand ที่อยากโฆษณากับผู้ใช้งาน Brave โดยผู้ใช้งานจะได้รับค่าโฆษณา 70 เปอร์เซ็นต์ และ Brave ได้รับ 30 เปอร์เซ็นต์
  • Publisher Integrated Ads – เหมือน User Ads เลือกเปิดปิดได้ แต่ผู้ใช้งานจะได้รายได้จากค่าโฆษณา 15 เปอร์เซ็นต์, Verified Publishers ได้รายได้ 70 เปอร์เซ็นต์ และ Brave ได้ 15 เปอร์เซ็นต์

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ผู้ใช้งาน Brave แค่เล่นเน็ตตามปกติ และเปิดตัวเลือกว่าจะเห็นโฆษณา ก็สามารถสร้างรายได้ได้แล้ว ซึ่งมันไม่สามารถทำได้ใน Browser อื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกให้ผู้ใช้งานสามารถให้ทิปหรือบริจาคเงินให้กับเว็บไซต์ที่ชื่นชอบได้ด้วย

นักโฆษณาต้องจ่าย Brave ยังไงในการลงโฆษณา?

ในตอนนี้ Brave ใช้โมเดล CPM ในการคิดค่าโฆษณา ผู้ที่ต้องการลงโฆษณาจะจ่ายเงินทุก ๆ 1,000 Impressions และในอนาคต Brave เผยว่าจะทดลองโมเดลการจ่ายเงินแบบใหม่ ซึ่งนักลงโฆษณาจะจ่ายเงินให้ Brave เป็นแบบ Fiat 

ในอนาคตไม่แน่อาจจะมีโมเดลใหม่ ๆ มาให้เห็นกันบ้างเช่น CPS เพราะจะทำให้เลือกได้ว่า Publisher เจ้าไหนที่สร้างยอดขายให้เยอะกว่า และจะเปิดกว้างให้บริษัทจำนวนมากมาลงโฆษณาที่แพลตฟอร์ม Brave มากขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานมีโอกาสเห็นโฆษณามากขึ้น และมีรายได้มากขึ้นนั่นเอง

Basic Attention Token หรือ BAT คืออะไร?

ฟีเจอร์ของ Brave Browser ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะอีกหนึ่งแก่นที่สำคัญของมัน และต้องพูดถึงเลยก็คือ BAT หรือ Basic Attention Token ที่เป็นตัวกลางหล่อเลี้ยงทั้งนิเวศน์ของ Brave เลย

Basic Attention Token เป็น Cryptocurrency ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเข้ามา Disrupt อุตสาหกรรมการโฆษณาออนไลน์ที่ปัจจุบันถูกผูกขาดโดย 2 เจ้ายักษ์ใหญคือ Google และ Facebook โดยพวกเขา 2 เจ้ามีสัดส่วนรวมกว่า 73 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ทำการโฆษณาออนไลน์ทั้งหมด และทีมเบื้องหลัง Basic Attention Token นั้นต้องการเปลี่ยนสถานการณ์นี้

มันสามารถทำงานได้เหมือน Cryptocurrency ทั่วไปเลยด้วยเช่นการทำไปเทรดตามเว็บเทรดต่าง ๆ, การโอนเข้า Wallet และการทำธุรกรรมอื่น ๆ

ด้วยการใช้ Smart Contracts นักโฆษณาสามารถส่งโฆษณาและจ่ายโทเคนให้ผู้ใช้งานได้ เมื่อผู้ใช้งาน Brave รับชมโฆษณานั้น ก็จะได้รับโทเคนไป, Publisher ที่เป็นเจ้าของพื้นที่โฆษณาก็จะได้ส่วนแบ่งด้วย และ Brave ก็ได้ส่วนแบ่งนิดหน่อยจากส่วนนั้นอย่างที่อธิบายไปในหัวข้อก่อนหน้านี้

ในฐานะผู้ใช้งาน คุณสามารถใช้ BAT ใน Browser ได้หลากหลายอย่างเช่น การเข้าถึงบทความหรือผลิตภัณฑ์แบบ Premium, การบริจาคให้ผู้สร้าง Content, การเข้าถึงรูปแบบ HD และบริการข้อมูลต่าง ๆ หรือถ้าไม่สนใจก็สามารถแลกเหรียญ BAT เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือยูโรเข้าไปในบัญชีธนาคารของเราได้ด้วย ซึ่งจะมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ อีกมากมายทยอยปล่อยออกมาให้กับผู้ใช้งานได้ใช้จ่ายกับอะไรเจ๋ง ๆ อีกจากการโหวตไอเดียกันในเว็บบอร์ด

ด้วยระบบการโฆษณาแบบนี้ทุก ๆ ฝ่ายในอุตสาหกรรมการโฆษณาออนไลน์จะได้รับประโยชน์เต็มที่

  1. ผู้ใช้งานสามารถเล่นอินเทอร์เน็ตได้อย่างสบายใจและมีความเป็นส่วนตัว พร้อมทั้งทำเงินขณะเล่นเน็ตได้ด้วย
  2. Publisher ก็สามารถสร้างคอนเทนต์ได้อย่างสบายใจเพราะไม่จำเป็นต้องหาโฆษณาอะไรมาลง เนื่องจากมีรายได้จาก Brave
  3. นักโฆษณาก็ได้ข้อมูลที่ตรงกลุ่มแคมเปญของพวกเขามากขึ้น ทำให้สื่อสารกับผู้ที่สนใจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทำรายได้ได้ขนาดไหนจากการดูโฆษณาของ Brave?

ด้วยความที่ฟีเจอร์อย่าง Brave Ads จะเพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่นานทำให้มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงฟีเจอร์นี้ได้ เลยเป็นเรื่องค่อนข้างยากในการประมาณ

อ้างอิงจากนาย Brendan Eich CEO ของ Brave ได้ประมาณว่า ในปี 2019 ที่ Brave Ads เปิดตัวนั้น ผู้ใช้งานสามารถสร้างรายได้มากถึง 70 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 2,133 บาท) ด้วยการดูโฆษณา และได้ประมาณต่ออีกว่า ถ้า Brave ยังได้รับความนิยมแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ ผู้ใช้งานก็สามารถทำรายได้สูงถึง 220 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 6,706 บาท) หรือมากกว่าได้เลยภายในสิ้นปี 2020

เป้าหมายของพวกเขาคือการหาราคาในการโฆษณาที่เหมาะสมสำหรับการได้รับความสนใจจากผู้ใช้งาน โดยที่ไม่มีการต้มตุ๋นหลอกลวง, Arbitrage และใช้งานผิด ๆ ในระบบการโฆษณาด้วยการใช้ BAT

สำหรับค่าตั้งต้นนั้น รายได้ส่วนแบ่งของผู้ใช้งานจะถูกส่งไปยังเว็บไซต์หรือผู้สร้าง Content ที่พวกเขาใช้งานมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบน Youtube, Twitch และอื่น ๆ แบบรายเดือน ซึ่งแน่นอนว่า สามารถไปเปลี่ยนการตั้งค่านี้ได้ ทำให้ถอน Basic Attention Token มาที่ Wallet Ethereum ของเราได้เช่นกัน จากนั้นนำไปเปลี่ยนไปเงิน Fiat อะไรก็ตามใจเลย

ฟีเจอร์และรายละเอียดของ Brave Browser ที่น่าสนใจ

  • ท่องอินเทอร์เน็ตไวกว่า – Brave Browser ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำงานได้ไวกว่า Google Chrome, Mozilla Firefox, Opera, Internet Explorer, Microsoft Edge และอื่น ๆ
  • มีความเป็นส่วนตัวและปลอดภัย – มีตัวเลือกให้บล็อกการเก็บ Cookie, ลายนิ้วมือ, Script, ป้องกันการปลอมแปลง (Phishing) และ Malware ไวรัสต่าง ๆ
  • ส่งเสริมผู้สร้าง Content – มีระบบที่สามารถตั้งค่าให้ส่งเหรียญ BAT ไปยังผู้สร้าง Content ที่เราชื่นชอบได้ สามารถตั้งงบแบบรายเดือนประมาณ 5-30 ดอลลาร์ แล้วกระจายไปยังเว็บไซต์ที่เราใช้งานบ่อย ๆ และเห็นว่ามีประโยชน์ได้
  • ประหยัดเวลา – ด้วยการที่ป้องกันไม่ให้ Script, โฆษณา, Cookie ทำงานจะทำให้การท่องเว็บไวขึ้นมาก ๆ และประหยัดเวลามากขึ้นนั่นเอง
  • ประหยัดเงิน – การดาวน์โหลดโฆษณา แปลว่าต้องมีใช้ข้อมูลเพิ่ม และเมื่อดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่ม ผู้ใช้งานที่มีอินเทอร์เน็ตจำกัด (ส่วนใหญ่ในมือถือ) ก็จะเปลืองอินเทอร์เน็ตที่ควรจะไปใช้ทำอย่างอื่นได้นั่นเอง
  • บริจาคเงินได้ – ถ้าเกิดเจอ Content อันที่เราประทับใจจริง ๆ ก็สามารถบริจาคให้กับผู้สร้าง Content นั้นได้เลย เพียงแค่กดปุ่ม BAT ที่มุมบนขวา ก็จะมี Popup เด้งขึ้นมา ซึ่งสามารถเลือกจำนวนได้ว่าอยากจะบริจาคให้เท่าไร

จากข้อดีทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า Brave Browser นั้นเหนือกว่าเจ้าอื่นมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างประสบการณ์การเล่นอินเทอร์เน็ตที่ลื่นไหลกว่า, ประหยัดเวลากว่า, สร้างรายได้มากกว่า และที่สำคัญมันให้ตัวเลือกกับผู้ใช้งาน เป็นการคืนอำนาจให้กับผู้เล่นอินเทอร์เน็ตอย่างแท้จริง

บริจาคบน Twitter ได้แล้วด้วย

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา Brave เพิ่งประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ Tips on Twitter หรือการเปิดให้บริจาคผ่าน Twitter ได้เลย

ในตอนนี้ หากใช้ Brave Browser คุณสามารถบริจาคให้กับบัญชี Twitter นั้น ๆ ได้ด้วยการกดไม่กี่คลิก

เมื่อทำการบริจาคแล้วยังสามารถแชร์ให้อีกฝ่ายรับรู้ได้ด้วยว่าเราบริจาคให้เขานะ

ฟีเจอร์นี้ยังเปิดให้ใช้งานเฉพาะบน Desktop เท่านั้น วิธีการบริจาคก็คง่าย ๆ เพียงแค่กดปุ่มบริจาคที่มีโลโก้ BAT อยู่, เลือกจำนวน และกดส่งไปง่าย ๆ แค่นี้เอง เป็นอีกระดับในการส่งเสริมผู้สร้าง Content ที่เราชื่นชอบจริง ๆ

เทียบพิสูจน์ความเร็ว Browser

อย่างที่ได้เขียนไว้ข้างต้นว่ามันมีการพิสูจน์แล้วว่า Brave Browser นั้นทำงานได้ไวกว่า Google Chrome และ Mozilla Firefox จริง ๆ ซึ่งผู้ทดสอบได้ทำการจับเวลาและเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ และได้ข้อมูลดังนี้:

จากตารางจะสังเกตได้เลยว่า Brave นั้นทำงานได้เร็วกว่า Browser อื่น ๆ หลายเท่าตัว และในปัจจุบันด้วยการที่อะไร ๆ ก็ต้องรวดเร็วไปหมด การเปิด Google Chrome แล้วโหลดเว็บนานกว่า 3 วินาทีก็ทำให้ผู้ใช้งานหงุดหงิดกันแล้ว เพราะงั้นผู้ใช้งานส่วนใหญ่ที่ลองใช้ Brave เลยไม่ค่อยอยากกลับไปใช้ Browser เดิม ๆ เท่าไรนัก

สาเหตุที่ Brave นั้นทำงานได้ไวกว่าก็มาจากการที่มันมีตัวเลือกให้บล็อคโฆษณา, Scirpt, Malware, Cookie และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งในตอนนี้ก็คงมีเพียง Brave เจ้าเดียวเท่านั้นที่ให้ตัวเลือกผู้ใช้งานมากขนาดนี้

ถ้าผู้ใช้งานคนไหนเคยลองสร้างเว็บไซต์ ก็คงเข้าใจดีว่า Scirpt ต่าง ๆ ในเว็บนั้นเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เว็บทำงานช้ามาก ๆ การที่ Brave บล็อคส่วนนั้นไปเลยทำให้มันมีความเร็วมากกว่านั่นเอง

Extension ของ Brave เป็นยังไงบ้าง?

สำหรับผู้ใช้งานบางคนที่กังวลว่า Brave นั้นยังไม่รองรับ Extension เยอะก็หยุดกังวลได้เลยเพราะตอนนี้ Brave รองรับ Extension แทบจะทุกตัวที่มีใน Google Chrome แล้ว

วิธีการเปิดใช้งาน Extension ใน Brave ก็คล้าย ๆ กับของ Google Chrome นั่นก็คือ

  1. เปิด Brave Browser และเปิดเมนูด้านบนขวา
  2. เลือก More Tools > Extensions
  3. คลิก Web Store

ถึงแม้ก่อนหน้านี้ Brave จะยังไม่รองรับ Extension เต็มที่ แต่ในตอนนี้มันได้แก้ไขปัญหานั้นแล้ว ทำให้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เริ่มไม่ติดขัดปัญหาอะไรในการย้ายจาก Browser อื่นมาใช้งาน Brave

หลังจากที่ติดตั้ง Extension แล้วก็จะมีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาว่ามีรายละเอียดข้อมูลและการอนุญาตไหนบ้างที่เรากำลังจะเปิดให้ Extension นี้ใช้งาน การอ่านรายละเอียดเหล่านั้นก่อนจะเปิดใช้งานเป็นเรื่องที่ดี และจุดนี้แสดงให้เห็นว่า Brave เคารพข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ขนาดไหน

และถ้าไม่พอใจ Extension ไหน ก็สามารถไปปิด, ลบ หรืออ่านรายละเอียดอื่น ๆ ได้ใน Extension Log เช่นกัน

มี Dark Mode ด้วย

สำหรับผู้ใช้งานคนไหนที่ชอบจอแบบมืด ๆ ทาง Brave ก็มีตัวเลือกนี้ให้เช่นกัน ซึ่งสามารถไปเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีดำได้ใน Settings ของ Brave เลย

สำหรับ Windows สามารถเลือกใช้งานระหว่าง Light หรือ Dark ได้ตามใจชอบ แต่สำหรับ Andriod และ iOS นั้นยังไม่ได้เปิดให้มีตัวเลือกนี้ และทางทีมพัฒนาเผยว่ากำลังดำเนินการในส่วนนี้อยู่สำหรับมือถือ

มีผู้ใช้งาน Brave Browser แล้วจำนวนเท่าไร?

ในต้นปี 2018 มีผู้ใช้งาน Brave ทั้งหมดเพียง 1 ล้านคนเท่านั้น แต่เมื่อต้นปี 2019 จำนวนผู้ใช้งานก้าวกระโดดไปถึง 5.5 ล้านคน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 450 เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น

ใน Google Play แอปฯ Brave ได้รับการดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 20 ล้านครั้ง แต่ไม่มีรายละเอียดนี้สำหรับ Apple Store

น่าเสียดายที่ Brave ไม่ได้อัปเดตจำนวนผู้ใช้งานของพวกเขาทุก ๆ เดือน ซึ่งข้อมูลล่าสุดที่เผยนั้นคือเมื่อมกราคม 2019

Brave ไม่ใช่โปรเจกต์ ICO ที่เน้นยอด Follower บน Twitter เพื่อสร้างกระแส Hype แต่มันเป็นโปรเจกต์ที่มีผลิตภัณฑ์จริง ๆ และผู้ใช้งานจริง ๆ ที่มีเป็นล้าน ๆ คนและกำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนทั่วโลกแล้ว

ทำไมถึงควรใช้งาน Brave?

ถ้าให้สรุปเหตุผลง่าย ๆ ว่าทำไมควรใช้งาน Brave Browser ก็มีหลัก ๆ 5 ข้อดังนี้:

  1. ทำงานไวกว่า Browser อื่นหลายเท่า
  2. ประหยัด Mobile Data ทำให้ประหยัดเงินได้
  3. ประหยัดเวลาจากการบล็อคโฆษณาและ Script ต่าง ๆ
  4. สร้างเงินระหว่างท่องอินเทอร์เน็ตได้
  5. ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของเรา

จากข้อดีทั้งหมดนี้ มันก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่ยากนักแล้วว่าทำไมถึงควรใช้ Browser ที่ปลอดภัย, ไวกว่า และทำเงินให้เราได้มากกว่า มันบล็อคแม้กระทั่งตัวติดตามบนเว็บไซต์ต่าง ๆ ทำให้นักโฆษณาไม่สามารถมายิงโฆษณาใส่เราต่อได้

อ้างอิงจาก Ernestsembutnieks เขาได้เปลี่ยนมาใช้ Brave บนมือถือไป 2 เดือน ก็บล็อคโฆษณาและตัวติดตามไปแล้วกว่า 25,935 ตัว, อัปเกรด https ไปแล้ว 5,436 ครั้ง และประหยัดเวลาเขาไป 21 นาที

สำหรับบน Desktop เขาประหยัดเวลาไปแล้วกว่า 44 นาที ซึ่งคิดเป็นซีรีย์อย่าง Game of Throne หนึ่งตอนเลยทีเดียว และนี่แค่เวลา 2 เดือนเท่านั้น ลองคิดภาพดูว่า ถ้าเราใช้ Brave ตั้งแต่เมื่อ 5 หรือ 10 ปีก่อน จะประหยัดเวลาไปได้มากขนาดไหน

ถ้าเราเป็นคนเล่นอินเทอร์เน็ตที่ให้คุณค่ากับเวลา, ข้อมูล, ความเป็นส่วนตัวและเงินของเรา ก็ควรจะหันมาใช้อะไรที่สนับสนุนในส่วนนั้น และ Brave ก็เป็นอีกหนึ่งทางออกที่นับว่าตอบโจทย์ได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งาน Brave สามารถกดดาวน์โหลดได้ที่นี่

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น

miningpro-may-768x90