<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Difficulty bomb ของ Ethereum อาจมาเร็วขึ้น หากนักขุดพากันถอยตัวออกจากเครือข่าย

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ค่าความยากในการขุดหรือค่า difficulty ของ Ethreum ถูกกำหนดขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2016 นับตั้งแต่นั้นมานักพัฒนาก็ได้ทำการ Hard fork อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความเสถียรของเครือข่ายเอาไว้ จนกระทั่งปัจจุบันกำลังจะเปลี่ยนผ่านไปยังอัลกอริทึ่ม proof-of-stake 

การอัพเกรดเครือข่าย Istanbul ถูกวางแผนให้เริ่มดำเนินการในวันที่ 8 ธ.ค. แต่ทว่าทางทีมพัฒนา Ethereum ได้ตัดสินใจอีกครั้งที่จะเลื่อนเหตุการณ์ ‘Difficulty Bomb’ ออกไปก่อน ซึ่งมีบางคนเชื่อว่าสิ่งอาจนำไปสู่การมาของ ‘Ice Age’ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไรและจะเกิดอะไรขึ้นกับเครือข่าย Ethereum?

Difficulty bomb และ Ice Age

เมื่อในช่วงแรกของ Ethereum ( ETH ) ทีมนักพัฒนาได้ตั้งข้อสังเกตว่ามันน่าจะทำงานในอัลกอรึทิ่ม proof-of-stake แต่อย่างไรก็ตามการนำความคิดนี้ไปใช้จริงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ในเครือข่ายยังคงคุ้นเคยกับโมเดลของ proof-of-work มากกว่า

ในขณะเดียวกันนักพัฒนาก็ได้พิจารณาอย่างรอบคอบและได้นำ difficulty bomb เข้ามาสู่ Ethereum ซึ่งนั่นเป็นกลไกที่จะค่อย ๆ เปลี่ยนกระบวนการสร้างบล็อกใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้นและท้ายสุดท้ายมันจะนำเครือข่ายไปสู่ ​​PoS 

ในขั้นแรก difficulty bomb ควรจะเกิดขึ้นหลังจากที่ Ethereum พร้อมจะทำงานกับอัลกอริธึมใหม่ที่เรียกว่า Casper และไปกระตุ้นทำให้เกิด Ice Age ซึ่งเป็นขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านไปยัง POS ที่ทำให้การขุดเหรียญใหม่จะทำได้ยากมากขึ้นและกำไรของนักขุดก็จะน้อยลงไป แต่ในทางทฤษฏีแล้ว ขั้นตอนนี้จะเป็นการบังคับให้นักขุดเปลี่ยนไปใช้ chain ใหม่แทนที่จะอยู่ chain เดิม

อย่างไรก็ตามเนื่องจากความล่าช้าในการพัฒนากลไกของ PoS การเปลี่ยนไปใช้ Ethereum 2.0 จึงถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ในขณะเดียวกันนั้น difficulty bomb ก็เตรียมที่จะระเบิดขึ้นหลายครั้งและทีม Ethereum ก็ยับยั้งมันเอาไว้โดยทำการ hard fork เพื่อไม่ให้เหล่านักขุดเกิดอาการตื่นตระหนก

ความน่ากลัวของ Ice Age คืออะไร?

นาย Vitalik Buterin หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งของ Ethereum เคยคาดการณ์เอาไว้ว่า การล่มสลายของเครือข่ายจะเกิดขึ้นในปี 2021 และทั้งหมดจะถูกแช่แข็ง เนื่องจากการมาของ difficulty bomb อย่างไรก็ตามในขณะที่เหตุการณ์สำคัญ ๆ ในโปรเจค Ethereum มีการพัฒนาเร็วกว่าที่คาด ในขณะเดียวกันกระบวนการของการเปลี่ยนผ่านเครือข่ายไปยัง PoS ก็ได้ถูกเลื่อนออกไป

ในเดือนเมษายน 2019 ค่าความยากของเครือข่าย Ethereum เริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยปัจจุบันมีแรงขุดบนเครือข่ายอยู่ที่ประมาณ 2,498 เทราแฮชต่อวินาที (1 เทราแฮชเท่ากับ 1 พันล้านแฮชต่อวินาที) ยิ่งไปกว่านั้นหากแนวโน้มการเติบโตยังเป็นเช่นเดิม Ice Age ก็อาจจะมาถึงเร็วขึ้น ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เหล่านักขุดเลือกที่จะถอนตัวออกไป , การปรับลดค่าความยากและในที่สุดอาจทำให้เครือข่ายขัดข้อง

การถอนตัวของเหล่านักขุด

การ Hard fork ของ Constantinople ถูกเลื่อนออกไปจนถึงเดือนมกราคม 2019 และนั่นจะส่งผลทำให้จำนวน ETH ที่ขุดได้ต่อวันลดน้อยลง เนื่องจากอุปทานของ ETH จะลดลงกว่า 35% ในระยะเวลาเพียงสองเดือนเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วการขุดก็ทำได้ยากมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากจำนวน ETH รายวันที่ลดลงจาก 20,000 ETH ในเดือนมกราคมเหลือเพียง 13,000 ETH ในเดือนมีนาคม โดยปัจจุบันจำนวน ETH ที่ขุดได้รายวันจะอยู่ที่ 11,872 ETH และยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากตลาดจะได้รับผลกระทบและค่าความยากลำบากในขุดบล็อกที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีประเด็นของ Bitmain และเครื่อง Antminer ASIC miners รุ่นใหม่ รวมถึงปัจจัยชี้ขาดอีกหนึ่งประการนั่นคือราคาของคริปโตเคอเรนซี่ที่ใหญ่เป็นอันดับสองมูลค่าได้ลดลงกว่า 10 เท่าจากระดับสูงสุดในเดือนธันวาคม 2017 ที่ 1,401 ดอลลาร์

ดังนั้นหากเมื่อมีเหตุการณ์ difficulty bomb เกิดขึ้นการขุดอาจจะไม่สามารถทำกำไรได้อีกต่อไป ซึ่งอาจทำให้เหล่านักขุดเลือกที่จะผันตัวออกจากเครือข่ายไป

ในขณะเดียวกันนักขุดจำนวนมากก็กำลังเดิมพันในการอัปเดตที่เป็นไปได้อื่นที่เรียกว่า ProgPoW การอัพเกรดนี้จะเป็นการนำ Graphic Card หรือที่เราเรียนติดหูว่าการ์ดจอเข้ามาแทนที่เครื่องขุด ASIC อย่างไรก็ตามการนำไปใช้ร่วมกับการอัพเดทของ Constantinople ยังไม่ได้มีการวางแผน

ในกรณีที่มีการปฏิเสธโดยสมัครใจของเหล่านักขุดเพื่อสนับสนุนอัลกอริทึ่ม POW  มันก็มีการดำเนินต่อไป แต่เมื่อ Ice Age มาถึงการขุดก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่ากลไกของ difficulty bomb เป็นขั้นตอนที่จำเป็นและออกแบบมาเพื่อให้แน่ใจได้ว่ามันจะเปลี่ยนผ่านไปยัง PoS และไม่ควรทำให้เหล่านักขุดเกิดอาการตื่นตระหนก ตัวอย่างเช่น นาย Vlad Miller CEO ของ Ethereum Express ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง Cointelegraph ว่านักขุดจำนวนมากจะยังคงดำเนินงานต่อไปได้ :

 “การเปลี่ยน ETH ไปเป็น PoS ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น แต่มันยังเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับการพัฒนา Ethereum อีกด้วย” 

นาย Vlad Miller กล่าวต่อไปอีกว่าแม้ความจริงที่ว่าการขุดในตอนนี้จะมีแรงจูงใจที่เริ่มลดน้อยลงในระยะยาว แต่การเปลี่ยนแปลงนี้จะพิสูจน์ได้ว่ามันคุ้มค่า เพราะต้นทุนค่าไฟฟ้าจะลดลงและโอกาสในการโจมตี 51% attack บนเครือข่ายก็จะลดลงเช่นกัน  เขากล่าวว่า :

Ice Age หรือ Ethereum 2.0 ไม่ได้หมายความว่ามันจะถึงจุดจบของเหล่านักขุด หลายคนจะเปลี่ยนไปขุดเหรียญอื่น ๆ อย่างเช่น Zcash หรือ Ethereum Classic แต่นักขุดของ Ethereum ไม่มีอะไรต้องกังวล แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราต้องมั่นใจได้ว่าเครื่องขุดเหล่านั้นจะได้รับทุนคืนก่อนที่เครือข่ายจะเปลี่ยนผ่านไปยัง PoS”

ปัญหาการปรับขนาดและเครือข่ายอาจขัดข้อง

ในขณะเดียวกันการเพิ่มเวลาของ block time ก็จะทำให้ความสามารถในการประมวลธุรกรรมบนเครือข่ายลดลง แต่อย่างไรก็ตามข้อจำกัดบนเครือข่ายได้ถูกตั้งค่าไว้แล้วอย่างแม่นยำโดยคำนึงตามเวลาของ block time และสามารถเปลี่ยนแปลงได้หากจำเป็น ดังนั้นปัจจัยเชิงลบเพียงอย่างเดียวก็อาจเพิ่มเวลาในการยืนยันธุรกรรมได้ 

หากการ Hard fork ถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง มันก็อาจส่งผลเสียต่อ bandwidth ของเครือข่ายและนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม เนื่องจากความซับซ้อนอาจเพิ่มเวลาของ block time เป็นสองนาที ปัจจุบันเวลา block time ของ Ethereum โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 15 วินาที โดยมีอัตราค่าคอมมิชชั่นอยู่ที่ราว ๆ 0.05 ดอลลาร์

ดังนั้นสรุปได้ว่าการเพิ่มค่าความยากในการขุดของ ETH จะนำไปสู่การเพิ่มเวลาในการสร้างเหรียญใหม่ ตัวอย่างเช่น บล็อกจะถูกสร้างขึ้นช้าลงและเวลายืนยันธุรกรรมก็จะเพิ่มขึ้นจนทำให้เครือข่ายช้ามาก ๆ และในที่สุดเครือข่ายก็อาจขัดข้อง

การลดโปรเจค decentralized

การมาของ Ice Age อาจเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับแอพลิเคชั่นแบบ decentralized 

ซึ่งปัจจุบันเครือข่าย Ethereum มี DApps มากมาย นับตั้งแต่เกมบล็อกเชนและโปรเจคเหรียญโทเค็นต่าง ๆ ไปจนถึงโซลูชั่นทางการเงินที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตามเมื่อจำนวน DApps เริ่มเติบโตเพิ่มขึ้น เครือข่าย Ethereum ก็เริ่มพบปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ ในแง่ของการทำธุรกรรม เมื่อย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นาย Buterin กล่าวว่าพื้นที่ข้อมูลบน Ethereum blockchain เกือบจะเต็มแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง โดยนาย Eric Conner ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Gnosis ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง Cointelegraph ว่า DApps อาจรู้สึกถึงผลกระทบจาก difficulty bomb แม้ว่ามันจะไม่ได้ผลกระทบโดยตรงก็ตาม :

“สำหรับ dapps จริงๆ แล้วมันยังไม่มีผลกระทบโดยตรง แต่หลังจากที่มีการสร้างบล็อกใหม่ต่อวันลดน้อยลง ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมบนเครือข่ายก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าในช่วงเวลาหนึ่งการใช้งาน dapps จะมีราคาแพงมากกว่าปกติ” นาย Conner กล่าว

ผู้พัฒนา Ethereum จะสามารถยับยั้งเหตุการณ์นี้ได้หรือไม่ การแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการ hard fork ของ Istanbul บางโปรเจค decentralized อย่างเช่น Aragon และ Cyber Network กลัวว่าการอัปเดตจะส่งผลกระทบต่อ smart contracts และเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานภายในเครือข่ายขึ้นเป็น 30%

เลื่อนกำหนดการหรือยกเลิกไปเลย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทีมนักพัฒนา Ethereum ได้ยกประเด็นเรื่องการชะลอกำหนดการของ difficulty bomb ออกไปอีกครั้งด้วยการเสนอ hard fork ที่เรียกว่า Muir Glacier ซึ่งในการสนทนานี้ไม่เพียงแต่จัดขึ้นระหว่างทีมนักพัฒนากับแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักขุดและผู้ที่มีส่วนร่วมในตลาดคนอื่น ๆ อีกด้วย

โดยในการสนทนาการพูดคุยกันเกี่ยวกับแนวทางที่เป็นไปได้สำหรับการชะลอกำหนดการของกลไก difficulty bomb รวมถึงผลกระทบของการเพิกถอนกลไกดังกล่าว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาย Aleksey Akhunov นักพัฒนา Ethereum กล่าวว่าอัตราความเสี่ยงและผลกำไรจากการใช้กลไกนี้คือ “ไม่มากไปกว่านี้แล้ว”  

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมานาย Afri Schoedon อดีตนักพัฒนาของ Parity Ethereum client แนะนำให้ล้มเลิก difficulty bomb ไปเสียและลบกลไกนี้ออกจากโปรโตคอลเพื่อไม่ต้องชะลอกำหนดการออกไปอย่างต่อเนื่อง 

“โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ต้องการที่จะจัดการกับ difficulty bomb อีกต่อไป เพราะคาดว่า  Serenity อาจจะไม่ได้เปิดใช้งานในปีนี้และปีหน้าด้วยซ้ำ ดังนั้นทำไมเราถึงต้องมาคอยแก้ไขประเด็นนี้ด้วย?”

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับความคิดนี้ นาย Marcus Ligi ผู้สร้างกระเป๋าเงิน Android wallet ของ Walleth เชื่อว่าการเอา difficulty bomb ออกไปจะนำไปสู่การอัปเดตเครือข่ายของ Ethereum ที่มีการใช้งานลดน้อยลง ดังนั้นเหล่านักขุดก็จะมีแรงจูงใจในการอัพเดทซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ขุดของพวกเขาลดน้อยลง

ดังนั้นเครือข่ายก็จะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญและมีความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำบาตรในการเปลี่ยนผ่านไปยังการอัพเดตเวอร์ชั่นของ ETH blockchain โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัลกอริทึม PoS ถูกนำมาใช้ ยกตัวอย่างเช่นนาย Conner จาก Gnosis ได้คัดค้านการเพิกถอน difficulty bomb เนื่องจากมันอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเชิงลบจากชุมชน

การ Hard fork ของ Muir Glacier จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ?

ในขณะที่นักพัฒนาของ Ethereum ส่วนใหญ่ยังคงไม่เห็นด้วยกับ difficulty bomb ในระยะยาว แต่สำหรับในระยะสั้นพวกเขาตัดสินใจที่จะเลื่อนกลไกนี้ออกไปอย่างน้อยสองถึงสามปี

นาย James Hancock ผู้ประสานงานของ Muir Glacier กล่าวว่าการ hard fork นี้จะเลื่อนกำหนดการของ difficulty bomb ออกไปอย่างสมเหตุสมผล ซี่งสิ่งนี้จะช่วยให้ทีมนักพัฒนามีเวลาในการทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนผ่านไปยังกลไก Ice Age เพื่อให้พวกเขาสามารถคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา

นาย Tim Beiko ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ PegaSys ซึ่งเป็นบริษัทโซลูชั่นด้านบล็อกเชนกล่าวว่าจะมีการ Hard Fork เกิดขึ้นที่บล็อกหมายเลข 9.2 ล้าน โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 6 มกราคม 2020 หากการ Hard Fork ประสบความสำเร็จมันจะช่วยชะลอการเกิด difficulty bomb ออกไปได้อีก 4 ล้านบล็อก ซึ่งนั่นหมายความว่าการมาของ Ice Age ก็จะถูกเลื่อนออกไปอีกหลายปี โดยนาย Conner ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง  Cointelegraph ว่า :

“มันจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักก่อนจะถึงบล็อกที่ 9.2 ล้าน สิ่งที่แย่ที่สุดที่เราอาจได้เห็นก็คือเวลา block time จะเพิ่มขึ้นเป็น 18 วินาที ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่”

เช่นเดียวกับนาย Hudson Jameson ผู้ประสานงานหลักของ Ethereum Foundation 

ที่กล่าวว่า ผู้ใช้ Ethereum และนักขุดควรทราบว่ามันจะไม่มีผลกระทบที่สำคัญใด ๆ จาก difficulty bomb และสิ่งที่มันทำคือการเพิ่มเวลาของ block time เท่านั้น : 

“มันไม่สำคัญว่าการ hard fork ของ Muir Glacier จะเกิดขึ้นในเดือนมกราคมหรือไม่ แต่เราได้ทำการเลื่อนกำหนดการของ difficulty bomb ออกไปแล้วและมันจะกลับมาอีกครั้งในเดือนมกราคมพร้อมกับการอัพเกรด Muir Glacier โดยมันจะหน่วงเวลาการสร้างโค้ดของ difficulty bomb ในครั้งถัดไปให้นานขึ้น ซึ่งเรากำลังพูดถึงทางเลือกที่แตกต่างกันสำหรับวิธีการจัดการกับ difficulty bomb ด้วยการอัพเกรด Muir Glacier” 

ที่มา : cointelegraph

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น