<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

สาเหตุที่เว็ปเทรด Bitcoin แบบ Decentralized ไม่ได้รับความนิยมในปี 2019

นักวิจารณ์ตลาดหลายคนต่างคาดหวังว่าเว็ปเทรดแบบ Decentralized ที่จะได้รับส่วนแบ่งการตลาดที่สำคัญในปี 2019 แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ DEX นั้นยังคงเป็น เหมือนแค่ปลาซิวเมื่อเปรียบเทียบกับเว็ปเทรดแบบ centralized เพราะว่าพวกมันยังคงเสียเปรียบในเรื่องของสภาพคล่อง , การเข้าถึง , การเทรดด้วยเลเวอเรจ และประสบการณ์ของผู้ใช้ที่สะดวกสบาย

ดูเหมือนว่ามันยังเร็วเกินไปสำหรับ DEX ในการพัฒนาระบบนิเวศของคริปโต ในขณะที่ผู้ใช้บางคนอาจชื่นชอบ DEX ด้วยเหตุผลบางประการ แต่ในขณะเดียวกันนักเทรดคริปโตส่วนใหญ่ก็ยังคงต้องการบริการที่สะดวกสบายสำหรับพวกเขาจากการแลกเปลี่ยนแบบ centralized , DEXs นั้นมีเป้าหมายที่ยอดเยี่ยมในระยะยาว แต่ตอนนี้มันยังห่างไกลนักที่จะไปถึงจุดนั้นได้

เมื่อไม่นานมานี้เว็ปเทรดแบบ decentralized นาม ‘CryptoBridge’ เพิ่งได้ปิดตัวลงไป เนื่องจากกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น DEX นั้นดูเหมือนจะห่างไกลจากสิ่งที่เรียกว่า ‘หลักการกระจายอำนาจ’ อย่างชัดเจน เพราะมันไม่ต้องการยืนยันตัวตน KYC ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้มันขัดต่อกฎระเบียบและต้องยุติบทบาทการให้บริการลงไปในที่สุด

Uniswap ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในโปรโตคอล DEX ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยมันเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นทั้งหมดของ DEX และมันประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากหลังจากได้เปิดตัวไปในช่วงต้นปีนี้ เทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงมีช่องว่างเล็ก ๆ ให้พวกมันได้เติบโต โดยปีนี้มีเว็ปเทรด DEX เพิ่มขึ้นมากกว่า 250 แห่งและโปรโตคอล DEX เพิ่มขึ้นมากกว่า 30 โปรโตคอล ซึ่งยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่อย่างไรก็ตามวอลุ่มการซื้อขายของ DEX ก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่ามันไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดของเว็ปเทรดแบบ centralized ได้เลยอย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้

ทำไมต้อง DEX ?

เรื่องราวการแฮกและการดำเนินงานที่น่าสงสัยมักเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งบนเว็ปเทรดแบบ centralized ซึ่งนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักเทรดบางรายต้องการเว็ปเทรดแบบกระจายอำนาจที่มีปลอดภัยมากยิ่งขึ้น DEX ถูกออกแบบมาให้เป็นเว็ปเทรดที่ไม่จำเป็นต้องใช้กฎการยืนยันตัวตน KYC และที่อยู่อีเมล เนื่องจากข้อมูลประจำตัวนั้นจะถูกเชื่อมโยงมาจาก public key ของผู้ใช้งาน ในทางทฤษฎี มันหมายความว่า DEX นั้นเป็นเว็ปเทรดแบบ non-custodial และมีความสามารถในการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแฺฮกบัญชีของผู้ใช้งานหรือขโมยเงินบน DEX เนื่องจากมันไม่มีเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางหรือส่วนประกอบใด ๆ ที่สามารถกำหนดเป้าหมายให้โจมตีได้ โดยคุณสามารถจัดการซื้อและขายได้ด้วยตัวของคุณเอง , กำจัดตัวกลางและค่าธรรมเนียมออกไป 

DEX นั้นเป็น ‘Decentralized’ เพียงแค่ชื่อเท่านั้น

DEXs สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับหลักการของเงินดิจิทัล แต่อย่างไรก็ตามผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าความหมายของคำว่า ‘Decentralized’ นั้นผิด เนื่องจาก DEX นั้นมีหลายรูปแบบเช่น Dex แบบ non-custodial (IDEX) , Dex ที่ได้รับการอนุญาต ( Binance DEX) ซึ่งเว็ปเทรดเหล่านี้ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นเว็ปเทรดแบบ Decentralized อย่างแท้จริง

โดยปกติแล้วองค์ประกอบของเว็ปเทรดแบบ centralized และ decentralized มักถูกรวมเข้าไว้ด้วยกันเช่นในกรณีของโปรโตคอล Ethereum’s 0x และ IDEX ซึ่งเป็นการใช้วิธีชำระเงินแบบ on-chain ที่ถูกรวมเข้ากับ order books แบบ off-chain โดยโมเดลแบบไฮบริดนี้ถูกใช้โดย DEX เพื่อหลีกเลี่ยงความเร็ว-ช้าที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอลของ on-chain

‘การกระจายอำนาจ’ นั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการบิดเบือนราคาของตลาดคริปโต โดยอ้างอิงจากรายงานการวิจัยทางวิชาการที่เผยแพร่ในเดือนเมษายน 2019 พบว่า arbitrage bot จะสร้างข้อได้เปรียบเทียบจากเวลาแฝงของเครือข่าย (Network Latency) และค่าธรรมเนียมที่ต่ำเพื่อหาประโยชน์จากผู้ใช้ DEX ซึ่งการซื้อขายตัดหน้ากัน (front-running) นั้นเป็นปัญหาของหลาย ๆ ตลาด แต่ DEX กำลังพัฒนาให้มันครอบคลุมปัญหาเหล่านั้นนับตั้งแต่ orders, bids, asks, หรือแม้กระทั่งการยกเลิกการซื้อขายก็จะถูกเผยแพร่ไปยังบล็อกเชนสาธารณะที่ทุกคนสามารถเห็นได้

เรามักจะคิดว่า DEX เป็นการต่อต้านกฎระเบียบ แต่จริง ๆ แล้วโปรโตคอลนั้นไม่สามารถฝ่าฝืนกฎระเบียบได้ เราสามารถเชื่อมโยงโปรโตคอลกับกลุ่มบุคคล ซึ่งหาก DEX เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการฉ้อโกงเจ้าหน้าที่ยังคงสามารถระบุและจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอลของ DEX ได้ ซึ่งนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ EtherDelta ในปี 2018 DEX ที่แท้จริงจำเป็นต้องมีการติดตั้งการทำงานหลายอย่างและทีมนักพัฒนาต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับ EtherDelta

ปัญหาและอุปสรรคของ DEX

นักเทรดส่วนใหญ่มักมองไปเรื่องของสภาพคล่องเป็นหลัก ซึ่งแพลตฟอร์มเทรดแบบ centralized นั้นมีวอลุ่มการซื้อขายที่ค่อนข้างเยอะ รวมถึงอัตราเลเวอเรจก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน

สภาพคล่อง

สภาพคล่องนั้นเกิดจากการที่คุณสามารถซื้อและขายคริปโตได้ง่ายดาย หรือมีนักเทรดซื้อขายกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่สิ่งจูงใจเป็นอันดับแรกของนักเทรดเลยก็คือเรื่องของสภาพคล่อง

สำหรับ DEX ที่ขับเคลื่อนโดย Ethereum วอลุ่มการซื้อขายต่อวันยังคงต่ำกว่า 0.3 ล้าน ETH ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ยกเว้น DEX บางแห่ง จำนวนนักเทรดใน DEX ที่ใช้ Ethereum ได้ลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงกลางปี ​​2018 ซึ่งลดลงเหลือแค่ 1,799 เท่านั้นในวันที่ 8 ธันวาคม

เลเวอเรจ

เลเวอเรจเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับนักเทรดทุกคน ดังนั้น DEX จึงมีข้อเสียเปรียบอย่างมากในเรื่องนี้ เนื่องจากบน DEX ไม่มีเลเวอเรจมาให้มันจึงไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของนักเทรดได้มากนัก

นักเทรดต้องการสิ่งที่เข้ามาช่วยให้พวกเขาสามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในบางเว็ปเทรดอาจเพิ่มทางเลือกให้กับพวกเขาได้มากขึ้น 

เนื่องจากการซื้อขาย Bitcoin เป็นโอกาสอันที่ยิ่งใหญ่สำหรับนักเทรดทุกคนอยากได้เงินก้อนโต แต่อย่างไรก็ตามการใช้เลเวอเรจที่เยอะขึ้นก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน 

ประสบการณ์ของผู้ใช้

ผู้ที่อยู่ในวงการคริปโตมานาน จะรู้ดีว่ามันอาจยุ่งยากและซับซ้อนสำหรับการใช้งาน DEX 

นักส่วนใหญ่ต้องการซื้อขายอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยไม่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่หนุนเว็ปเทรดอยู่เบื้องหลัง พวกเขาต้องการรู้แค่สามารถพึ่งพาแพลตฟอร์มนั้น ๆ ได้และเพื่อให้พวกเขาสามารถเทรดคริปโตได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

มันยังเร็วเกินไปสำหรับ DEX

DEX ยังคงเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นใหม่และเทคโนโลยีดังกล่าวยังคงต้องการการพัฒนาต่อไป ในขณะที่เป้าหมายของ DEX ไม่ได้ดึงดูดนักเทรด cryptocurrency ส่วนใหญ่มากนัก เพราะ DEX ไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการส่วนใหญ่ของพวกเขา DEX อาจเป็นที่ต้องการสำหรับนักเทรดบางรายในเรื่องของปรัชญาหรือการเมือง แต่สิ่งนี้ยังคงเป็นผู้ใช้กลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม DEX อาจมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในระยะยาว แต่ในตอนนี้พวกเขายังขาดฟีเจอร์ดี ๆ ที่จะมาสู้กับเว็ปเทรดแบบ centralized ที่เป็นที่นิยมได้เช่นเรื่องของสภาพคล่อง, เครื่องมือการเทรด , เลเวอเรจ และประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่น

ที่มา : dailyhodl

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น