<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

แพลตฟอร์มนักพัฒนาซอฟต์แวร์ GitHub เตรียมฝังโค้ด Bitcoin ไว้ในภูเขาน้ำแข็ง หวังให้อยู่รอด 1,000 ปี

อุโมงค์ภูเขาน้ำแข็งในสฟาลบาร์ ซึ่งเป็นภูเขาน้ำแข็งที่ตั้งอยู่ทางเหนือของยุโรปภาคพื้นทวีป ระหว่างประเทศนอร์เวย์กับขั้วโลกเหนือ ตอนนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่เก็บโค้ดคริปโตเคอเรนซี่ที่สำคัญและเตรียมที่จะกลายเป็นร่องรอยอารยธรรมสำหรับโลกในยุคอนาคต

ใต้ดินลึกลงไปประมาณ 250 เมตร ณ เหมืองถ่านหินอันรกร้างว่างเปล่า GitHub ได้ทำการเก็บโค้ดโอเพนซอร์สของพวกเขาเอาไว้ในนั้น รวมถึง Bitcoin Core ซึ่งเป็นโค้ดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับโครงสร้างพื้นฐานของบิทคอยน์และเป็นหนึ่งข้อมูลที่ GitHub นิยมใช้งานมากที่สุด

โค้ดเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้อย่างถาวรเพื่อเป็นการปกป้องข้อมูลส่วนสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่ง “snapshot” ของโค้ดทั้งหมดเหล่านี้จะถูกคัดลอกไปยังม้วนฟิล์มและเก็บไว้ในภาชนะโลหะทั้งหมดเพื่อปกป้องข้อมูลให้มีอายุยาวนานไปถึง 1,000 ปี

ทีมงาน GitHub กำลังรวบรวมข้อมูลให้พร้อมและจะมีการดำเนินงานอย่างเป็นทางการภายในช่วงปลายเดือนเมษายน อ้างอิงตามคำพูดของโฆษก GitHub 

โดยนอกจากโปรเจค Bitcoin Core ที่ทาง GitHub จะทำเก็บรวบรวมข้อมูลไว้แล้ว สิ่งเหล่านี้ยังรวมถึงเครือข่าย Lightning Network ของ Bitcoin และโค้ดที่อยู่เบื้องหลังโปรเจคคริปโตตัวอื่น ๆ อย่างเช่น ethereum และ dogecoin อีกด้วย

องค์กรที่ไม่แสวงหากำไรต่าง ๆ อาทิเช่นคลังข้อมูลดิจิทัล Internet Archive และมูลนิธิ Long Now Foundation ต่างก็ได้สนับสนุนความพยายามนี้ด้วยเช่นเดียวกัน รวมถึงนักประวัติศาสตร์ , นักมนุษย์วิทยาและนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ก็พร้อมที่ให้คำแนะนำสำหรับโครงการนี้

“ผมคิดว่ามันมีโอกาสที่เป็นไปได้ว่าในบางจุดที่ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้จะสูญหายไป มันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างบอบบาง ดังนั้นการเก็บข้อมูลบางอย่างไว้ในสถานที่ปลอดภัย อาจช่วยให้เราหลีกเลี่ยงช่องโหว่ทางประวัติศาสตร์ได้” กล่าวโดยนาย Wladimir van der Laan หัวหน้าฝ่ายดูแลของ Bitcoin Core

สถานที่เก็บข้อมูลนี้อาจส่งต่อไปยังผู้คนในยุคอีก 1,000 ปีนับจากนี้เพื่อเป็นข้อมูลให้พวกเขาทำการค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่อยู่ในโลกสกุลเงินดิจิทัลหรือมันจะมีวิวัฒนาการต่อไปอย่างไร 

“นี่จะเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดของประวัติศาสตร์การเงินที่เราควรเก็บรักษาเอาไว้ในอนาคต” กล่าวโดยนาย Bryan Bishop CTO และเป็นผู้สนับสนุนหลักของ Bitcoin Core

ข้อจำกัดของประวัติศาสตร์

แม้ว่าเก็บรักษาโค้ด cryptocurrency นี้อาจสามารถส่งต่อไปยังอนาคตได้จริง ๆ แต่คำถามก็คือผู้คนในยุคนั้นจะเปิดใช้งานข้อมูลได้อย่างไร

นาย Van der Laan พยายามชี้ให้เห็นว่าในฐานะการทำงานเป็นนักวิศวกรซอฟต์แวร์ของเขา เขาเชื่อว่าโค้ดเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาที่ยุ่งยากมากนัก สำหรับนักพัฒนาโค้ดในช่วงหลายร้อยปีนับจากนี้

“ในฐานะนักพัฒนา ผมเชื่อว่านักประวัติศาสตร์ในอนาคตจะสามารถไขปริศนาอารยธรรมของเราได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากมันสมองที่ชาญฉลาดของพวกเขา” นาย Van der Laan กล่าว 

ในขณะที่นาย Jason Teutsch ผู้ก่อตั้งโปรเจค Truebit ของ Ethereum และเป็นนักวิจัยวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ได้โต้แย้งว่า : 

“การบันทึกข้อมูลทางสังคม , เศรษฐกิจ , กฎระเบียบ , ข้อมูลวิชาการ , แรงจูงใจ และข้อมูลในการพัฒนานั้นอาจมีความสำคัญมากกว่าการเก็บข้อมูลไว้เพียงแค่ตัวโค้ด” เขากล่าว

ในขณะนี้นาย Bryan Bishop CTO ของ Bitcoin Core กำลังมองหาวิธีการเก็บรักษาข้อมูลให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต ซึ่งเขากำลังเตรียมที่จะจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับวิธีการเก็บข้อมูลไว้ใน DNA ของมนุษย์ โดยเขาได้ตั้งข้อสังเกตว่ารหัสทางพันธุกรรมที่นำไปสู่การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตนั้นสามารถเก็บรักษาข้อมูลไว้ได้ยาวนานนับแสนปี

นอกจากข้อมูลของข้างต้นแล้ว นาย  Bryan Bishop ยังให้เหตุผลด้วยว่ามีข้อมูลที่สำคัญอื่น ๆ อีกมากมายที่เราควรเก็บไว้ในลักษณะเดียวกัน

“นอกเหนือจากข้อมูลบน GitHub แล้ว ผมคิดว่าพวกเราต้องพิจารณาการเก็บข้อมูลของบทความทางวิทยาศาสตร์ไว้อย่างจริงจัง โดยปัจจุบันมีบทความทางวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 70 ล้านรายการที่ยังไม่ได้ถูกเก็บเอาไว้อย่างถาวร” เขากล่าวต่อว่า “มันเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จอันยอดเยี่ยมของมนุษย์และจำเป็นที่ต้องได้รับการอนุรักษ์ไว้”

ที่มา : coindesk

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น