<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

โวลลุ่มการถือ Stablecoin แตะ 3.3 หมื่นล้านบาท บ่งบอกว่านักลงทุนกำลังรอซื้อ Bitcoin ที่ราคาต่ำกว่านี้

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

การเปลี่ยนแปลงล่าสุดในตลาดสกุลเงินคริปโตนั้นกำลังเป็นไปในทิศทางที่น่าสนใจ เมื่อฝั่งนักลงทุนได้มีการโยกย้ายสินทรัพย์และสภาพคล่องของพวกเขาลงในสกุลเงินคริปโตแบบ Stablecoin อย่างเช่น Tether (USDT) และ USD Coin (USDC) มากขึ้นอย่างมาก โดยในช่วงที่ผ่านมาจากช่วงต้นเดือนมีนาคมนั้นมีปริมาณเหรียญ Stablecoin รวมกันจากหลากหลายแพลตฟอร์มการซื้อขายอยู่ที่ 400 ล้านดอลลาร์มาอยู่ที่ระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นได้แสดงให้เห็นถึงนัยยะสำคัญหลายประการซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยในตลาด โดยหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมากับปริมาณของสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในระบบดังกล่าวซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตโดยรวมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบันแล้วก็เรียกได้ว่าการที่เหล่านักลงทุนนั้นยังคงไม่ถินสินทรัพย์ออกจากตลาดเลยนั้นเป็นสัญญาณที่ดีต่อการกลับตัวของตลาดในอนาคต

สำหรับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในะระยะสั้นนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก เนื่องจากปริมาณเม็ดเงินดังกล่าวไม่ได้เคลื่อนไหวเข้าสู่สินทรัพย์คริปโตอื่นๆในตลาด แต่มีลักษณะเป็นการรักษาสภาพคล่องเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆมากกว่า ซึ่งเมื่อพิจารณาตลาดอขง Bitcoin ทั้งแบบ Spot และแบบ Future แล้วจะพบว่าปริมาณการซื้อขายในตลาดทั้งสองนั้นไม่คึกคักอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของปี โดยเฉพาะตั้งแต่ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา


นอกจากนี้แล้วแม่ว่าในปัจจุบันนั้นราคาของเหรียญดังกล่าวนั้นจะเพิ่มขึ้นจากช่วงที่ราคาได้ดิ่งลงไปแตะที่ 3,600 ดอลลาร์มาอยู่ที่ระหว่างช่วง 6,000 ถึง 7,000 ดอลลาร์แล้วก็ตาม แต่การเพิ่มขึ้นของราคาดังกล่าวนั้นไม่ได้มีฐานของปริมาณการซื้อขายในตลาดที่เพิ่มมากขึ้นตาม ซึ่งหมายความว่าอาจไม่มีแรงผลักในตลาดมากพอที่จะส่งให้ราคานั้นเพิ่มสูงขึ้นต่อไปรวมทั้งยังอาจหมายความการปรับตัวของราคาดังกล่าวนั้นอาจเป็นช่วงของการหาจุดกึ่งกลางของราคาหรือการ Correction ที่อาจปรับลงไปได้อีกมาก เป็นต้น

ในอีกมุมหนึ่งสำหรับผลกระทบในระยะยาวต่อตลาดคริปโตโดยเฉพาะ Bitcoin นั้นจะพบว่าปริมาณของ Stablecoin ดังกล่าวนั้นอาจเป็นฐานสำหรับแรงซื้อที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตเมื่อปริมาณราคาและความเสถียรของตลาดนั้นเอื้อต่อการลงทุน ซึ่งจะเข้ามาช่วยทั้งพยุงราคาและผลักดันให้ตลาดนั้นกลับตัวขึ้นไปได้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือแรงขายที่เกิดขึ้นจากเหล่านักขุดเหรียญในช่วงที่ผ่านมา

เหตุผลที่นักขุดนั้นมีอิทธิพลกับตลาดของเหรียญดังกล่าวนั้นมีที่มาจากในช่วงขาลงอย่างรุนแรงในช่วงต้นเดือนมีนาคมซึ่งบีบให้เหล่านักขุดต้องขายเหรียญออกไปในอัตราที่มากกว่าเหรียญที่สามารถผลิตได้เพื่อเป็นการรักษาสภาพคล่องในการดำเนินการรวมถึงบริหารต้นทุน ซึ่งหมายความว่าปริมาณเหรียญที่จะถูกปล่อยเขาสู่ตลาดต่อไปนั้นจะลดลงหรือเข้าสู่ตลาดช้ากว่าปกติ

ดังนั้นแล้วแม้ว่าการที่เหรียญดังกล่าวนั้นจะถูกซื้อขายอยู่ในช่วงราคาที่มีความเสถียรมากขึ้นแล้วก็ตาม อัตราราคานั้นอาจจะคงอยู่ในกรอบดังกล่าวนานมากกว่าปกติเนื่องจากการขาดช่วงของเหรียญจากฝั่งนักขุดและอัตราแรงซื้อที่ยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก โดยทั้งสองปัจจัยนี้อาจส่งให้ช่วงราคาที่คงที่เหล่านี้กลายเป็นฐานสำคัญสำหรับการไต่ระดับขึ้นต่อไปได้นั่นเอง

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น