<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

สื่อการเงินระดับโลก Forbes ชี้ Google, Facebook และ Apple จำเป็นที่จะต้องฆ่า Bitcoin

บริษัทด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Google, Facebook และ Apple นั้นกำลังต้องการแหล่งรายได้ใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว ดั่งที่เราสังเกตได้จากการที่พวกเขาเริ่มหันมาเป็นผู้เล่นในตลาดด้านการเงินเมื่อไม่นานมานี้

แต่อย่างไรก็ตาม หนทางของพวกเขานั้นก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อเหรียญคริปโตอันดับหนึ่งของโลกที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย มีค่าธรรมเนียมต่ำ และโอนได้สะดวกรวดเร็วอย่าง Bitcoin นั้นกำลังมาเป็นอุปสรรคของพวกเขา และนั่นคือสาเหตุที่บริษัททั้งสามนั้นจำเป็นที่จะต้องฆ่ามันเสีย อ้างอิงจากนิตยสารการเงินระดับโลก Forbes

Google และ Facebook นั้นกำลังทำตัวเหมือนกับเป็นเสือนอนกินด้วยแพลทฟอร์มให้บริการด้านการโฆษณาของพวกเขา ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าหากตลาดโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัวจากไวรัสโคโรน่าแล้ว ดูเหมือนว่าแพลทฟอร์มของพวกเขานั้นจะต้องถูกกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลในสหรัฐฯและยุโรปแน่นอน

นอกจากนี้ยอดขาย iPhone ของ Apple นั้นก็กำลังชะลอตัวลง ซึ่งนี่ถือเป็นรายได้หลักของ Apple เลยก็ว่าได้ สาเหตุหลัก ๆ ก็เป็นเพราะว่าค่ายของคู่แข่งนั้นกำลังพัฒนาโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเดิมขึ้นทุกปี และมีราคาที่ถูกลงอย่างมาก นอกจากนี้การระบาดของไวรัสโคโรน่าดูเหมือนว่าจะสร้างผลกระทบในส่วนนี้อีกด้วย

ซึ่งนั่นดูเหมือนว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ทาง Google นั้นต้องออกมาเปิดตัวบัตรเครดิตอัจฉริยะตามหลังของ Apple ที่เคยเปิดตัวไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันทาง Facebook ก็ได้เปิดตัวเหรียญ Libra ไปแล้ว ซึ่งถือเป็นโครงการเหรียญ cryptocurrency ที่ต้องการจะมาครองตลาดการโอนเงินระหว่างประเทศทั่วโลก โดยหากลองสังเกตดูจะพบว่าทั้งสามยักษ์ใหญ่นี้กำลังโฟกัสไปที่ตลาดการเงินอย่างเต็มสูบ

บัตรเครดิต Google

ในขณะเดียวกัน Bitcoin ที่มีอายุมาได้ 10 กว่าปีแล้วนี้ก็กำลังมีชื่อเสียงในด้านดีมากขึ้นเรื่อย ๆ และมันก็ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่าสกุลเงินที่มีความเป็น decentralized โดยปราศจากการควบคุมของรัฐบาลหรือธนาคารกลาง โดยมีแค่เทคโนโลยี Blockchain หนุนหลังมันอยู่นั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างมากมาย

คำถามที่ตามมาคือ Bitcoin นั้นมีต้นทุนหรืองบประมาณด้านการตลาดหรือโฆษณาไหม? ใครเป็น CEO ของ Bitcoin? คำตอบคือไม่มี อีกทั้ง Bitcoin ยังไม่เรียกร้องให้คุณซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ หรือหลอกลวงให้คุณขายข้อมูลส่วนตัวของคุณให้กับมัน

นอกจากนี้ Bitcoin ที่คุณถืออยู่นั้นก็ยังเป็นของคุณแบบ 100% ดังนั้นไม่ว่าธนาคารกลางหรือรัฐบาลก็ไม่สามารถเอามันไปจากคุณได้ และสามารถที่จะเรียกคืนจากคุณไปเมื่อไรก็ได้ อีกทั้งมันยังมีจำนวนจำกัดที่แน่นอนอีกด้วย

Bitcoin นั้นอยู่ได้ด้วยการถูกดูแลรักษาและพัฒนาเครือข่าย decentralized โดยประชาชนทุกคนที่สมัครใจเข้าไปเป็นผู้ช่วยยืนยันการทำธุรกรรมหรือการขุด และในเครือข่ายนั้นเองก็ไม่มีใครที่มีอำนาจพิเศษเหนือกว่าใคร

ย้อนกลับไปที่ซิลิคอน วัลเลย์ การ centralized นั้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้นำตลาดอย่างเช่นนาย Mark Zuckerberg ของ Facebook, นาย Tim Cook ของ Apple และนาย Sundar Pichai ของ Google นั้นกำลังถูกชื่นชมว่าสามารถนำพาบริษัทใหญ่ให้เติบโตมาถึงขั้นนี้ได้

และดูเหมือนว่าผลิตภัณฑ์ด้านการเงินที่พวกเขากำลังพัฒนาขึ้นมานี้ก็จะอยู่ในรูปแบบ centralized เหมือนกับของธนาคาร แต่ต่างกันที่ว่าพวกเขานั้นต้องการที่จะมาแทนที่ธนาคาร

ทว่าก็ยังมีอยู่บางคนในซิลิคอน วัลเลย์อย่างเช่นนาย Jack Dorsey ที่เป็นผู้ก่อตั้ง Twitter ที่เข้าใจความแตกต่างระหว่างนวัตกรรมของเทคโนโลยี และการปฏิวัติวงการการเงิน ซึ่งนั่นทำให้เขาเริ่มวางรากฐานการพัฒนาของบริษัท Twitter และ Square ของเขาให้เตรียมรับมือกับสิ่งนี้แล้ว

ด้วยการที่ Bitcoin นั้นถูกสร้างขึ้นมาท่ามกลางวิกฤตการเงินโลก และสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ความไร้ตัวตน” ให้โลกรู้นั้น ดูเหมือนว่ามันจะเป็นศัตรูกับความเป็นทุนนิยมของซิลิคอน วัลเลย์อย่างแท้จริง

“ถ้าหากว่าคุณไม่เชื่อ หรือว่าคุณไม่เข้าใจมัน ผมไม่มีเวลาที่จะมาพยายามทำให้คุณเชื่อหรอกนะ” กล่าวโดยผู้สร้าง Bitcoin นาม Satoshi Nakamoto เมื่อปี 2010

ด้วยการที่ Bitcoin นั้นได้เปรียบในด้านของการได้ชื่อว่าเป็น “เงินของประชาชน” อย่างแท้จริง ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ Google, Facebook และ Apple ที่กำลังจะมาเป็นผู้เล่นหลักในตลาดฟินเท็คนั้นไม่ควรจะมองข้าม คำถามที่ตามมาก็คือ พวกเขาจะต้องรับศึกที่หนักทั้งสองด้านจากระบบการเงินโลกแบบเก่า และแบบใหม่ไปพร้อม ๆ กันได้อย่างไร?

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น