Bitcoin (BTC) ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลชั้นนำตามมูลค่าตลาด มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าประทับใจ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยมีราคาพุ่งขึ้นกว่า 6% สิ่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มันเบรกแนวต้านจิตวิทยาที่สำคัญที่ 65,000 ดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก CoinDesk Indices และในขณะนี้ Bitcoin กำลังเข้าใกล้ระดับสูงสุดตลอดกาลที่ประมาณ 69,000 ดอลลาร์ ซึ่งเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายในช่วงปลายปี 2021 ก่อนที่จะมี Halving
หลายคน ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญในวงการต่างรู้สึกประหลาดใจกับการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin เนื่องจากความรู้สึกเชิงลบต่อตลาดคริปโตที่ตกต่ำ ยังคงมีอยู่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้แต่บริษัทกระดานแลกเปลี่ยนคริปโตยักษ์ใหญ่อย่าง Coinbase ก็ไม่คาดไม่ถึง เนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่จู่ ๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบล่มอีกครั้ง ซึ่งการพุ่งขึ้นของราคา Bitcoin อย่างรวดเร็วสร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน จนไม่กล้าฟันธงว่า นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดขาขึ้นรอบใหม่ เนื่องจากราคาอาจร่วงลงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับตอนที่พุ่งขึ้นก็ได้
ถึงแม้จะมีความกังวลว่าราคาอาจร่วงลง แต่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างรอบราคาช่วงขาขึ้นครั้งนี้กับปี 2020-2021 ก็ปรากฏชัดเจน ตลาดขาลงที่ผ่านมาได้ชำระล้างจุดอ่อนบางอย่างของอุตสาหกรรมออกไป ซึ่งการที่ความสนใจในสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมาพร้อมกับการฉ้อโกง , อาชญากรรม และพฤติกรรมน่าอายเสมอไปหรือไม่ ? ครั้งนี้อาจแตกต่างออกไป
กองทุน Spot Bitcoin ETF จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากการ Halving
จนถึงขณะนี้ กองทุน ETF ที่มีอยู่จำนวน 10 กองทุน มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิรวมแล้วกว่า 8 พันล้านดอลลาร์ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้สกุลเงินดิจิทัลได้รับการยอมรับมากขึ้นเท่านั้น แต่การมีส่วนร่วมของสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ อย่างเช่น BlackRock, Fidelity และ Merrill Lynch ของ Bank of America ทำให้มีแรงซื้อมหาศาลเกิดขึ้นในตลาด Bitcoin
เป็นไปได้ว่ากองทุน ETF อาจเปลี่ยนแปลง พลวัตของตลาด โดยการเปิดช่องทางให้ นักลงทุนเข้าสู่ตลาด Bitcoin อย่างปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งการที่กองทุน ETF ได้รับความนิยม พิสูจน์ให้เห็นว่า ความต้องการ Bitcoin ยังคงมีอยู่ ในทุกกลุ่มของนักลงทุน ตั้งแต่นักลงทุนรายย่อย ไปจนถึงบุคคลที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูง ที่ต่างติดต่อธนาคาร เพื่อขอเพิ่มช่องทางการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ตัวอย่างเช่น bitcoin ETF ของ BlackRock ซึ่งเป็นกองทุนแรกที่เข้าถึงสินทรัพย์ภายใต้การบริหารได้มูลค่าถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์อย่างรวดเร็ว และบางคนบอกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ถัดไปอาจไหลเข้าเร็วยิ่งขึ้นอีก
ความสนใจของ TradFi ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ ETF เพียงอย่างเดียว นอกเหนือจากกองทุน ETF บริษัท CME Group ซึ่งเป็นตลาดฟิวเจอรส์ที่ได้รับความนิยม ยังมีผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ด้านคริปโตเคอเรนซีที่มักถูกมองว่าเป็น ตัวชี้วัดความสนใจของสถาบันการเงิน โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้กำลังทำสถิติปริมาณการซื้อขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ เกิดขึ้นในช่วงขาขึ้นครั้งก่อน โดยคริปโตเคอเรนซีได้ดึงดูดความสนใจจากหลายภาคส่วนมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งราคาคริปโตเคอเรนซีพุ่งสูงขึ้น ผู้คนก็ยิ่งอยากเข้ามาลงทุนมากขึ้น
บรรดาคนดังไม่ได้มีบทบาทอีกต่อไปในวงการคริปโต
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในรอบขาขึ้นครั้งนี้ยังไม่เห็นบรรดาเซเลบริตี้เข้ามามีส่วนร่วม ในวงกว้างเหมือนกับครั้งที่ผ่านมา สาเหตุที่ไม่มีเซเลบริตี้เข้ามามีบทบาทมากในรอบนี้ อาจเป็นเพราะ ไม่มีบุคคลที่มีบทบาทคล้าย Sam Bankman-Fried ผู้ก่อตั้ง FTX ซึ่งเคยใช้กลยุทธ์สนับสนุนการโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแพลตฟอร์ม FTX โดยตามกฎเบียบกำกับดูแลหลักทรัพย์ของ SEC ที่คยฟ้องร้อง Kim Kardashian หรือบุคคลอื่น ๆ ที่ถูกกล่าวหาว่า โฆษณาเหรียญ TRON โดยไม่เปิดเผยข้อมูลที่จำเป็น เหตุการณ์นี้อาจส่งผลทำให้บุคคลในวงการบันเทิง ไม่กล้าเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดคริปโตเคอเรนซี
แน่นอนว่า สถานการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ Paris Hilton หรือ ดาราฮอลลีวูดคนไหนสักคนอาจหยิบ Bored Ape ของตัวเองออกมาโชว์อีกครั้งก็ได้ แต่ ณ ตอนนี้ การที่ไม่มี “ผู้มีอิทธิพล” เข้ามามีบทบาทมากถือเป็นพัฒนาการที่ดี เพราะงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า “คำแนะนำ” ด้านการลงทุนของพวกเขามักจะแย่ เช่นเดียวกันเสียงของบุคคลสำคัญที่โดดเด่นในรอบที่แล้ว เช่น Alex Machinsky, BitBoy , Changpeng Zhao, Do Kwon, Sam Bankman-Fried, SBF, และ Su Zhu ก็ยังไม่ได้มีบทบาทสำคัญในรอบนี้ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นก็สูญเสียความน่าเชื่อถือไปเป็นส่วนใหญ่ และดูเหมือนตลาดคริปโตเคอเรนซีไม่อยากให้มีบุคคลเหล่านี้กลับมามีบทบาทสำคัญอีก
แม้การที่ไม่มี “ผู้มีอิทธิพล” เข้ามามีบทบาทสำคัญในตอนนี้อาจเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งสำคัญคือการพิจารณาว่า ทำไมบุคคลที่มีอิทธิพลจึง เกิดขึ้นในตลาดคริปโต ซึ่งทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับอิทธิพลของอินฟลูในวงการคริปโตคือ ราคาคริปโตนั้นขึ้นอยู่กับกระแส และความเชื่อของตลาด ปรากฏการณ์นี้บางครั้งเรียกว่า “เทคโนโลยีราคาขึ้นเรื่อย ๆ” (“number go up technology”) ส่งผลให้มีบุคคลบางกลุ่มพยายาม ชักจูงความสนใจของนักลงทุนไปยังโปรเจกต์คริปโตใดโปรเจกต์หนึ่ง
ตามข้อความจาก Bloomberg ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากนักเทรดได้กู้ยืมเงินเพื่อนำมาลงทุน ด้วยการใช้เครื่องมือการซื้อขายแบบ leverage และหวังที่จะทำกำไรจากการซื้อขายให้มากที่สุด
ปริมาณเครดิตในตลาดคริปโตเคอเรนซี เพิ่มขึ้นอย่างมาก สัญญาฟิวเจอร์สของ Bitcoin บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Binance, OKX และ BitMEX มีปริมาณ open interest เพิ่มขึ้นถึง 90% นับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว โดยสัญญาเหล่านี้สามารถใช้เลเวอเรจได้สูงสุดถึง 100 เท่า นอกจากนี้เงินทุนจำนวนมหาศาลยังไหลเข้าสู่เหรียญมีม อย่าง DOGE และ SHIB สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนจำนวนมาก ต้องการเสี่ยงโชคในช่วงเวลานี้
การให้สินเชื่อโดยสถาบันการเงิน
แม้ว่ากฎหมายในสหรัฐอเมริกายังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าที่สำคัญหลายประการ เช่น กฎหมาย MiCA ของสหภาพยุโรป ในการออกใบอนุญาตการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และความพยายามผลักดันให้เกิดกฎระเบียบในประเทศต่าง ๆ เช่น แคนาดา สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่า ในอนาคตอันใกล้ นักเทรดจำนวนมากอาจมีช่องทางที่ถูกกฎหมายมากขึ้น ในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ด้านคริปโตเคอเรนซี
มีความหวังว่า ภาคธุรกิจการให้สินเชื่อด้านคริปโตเคอเรนซี จะไม่ประสบปัญหารุนแรงเท่ากับช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากในครั้งก่อน กองทุนป้องกันความเสี่ยงเพียงไม่กี่แห่ง เช่น Alameda Research และ Three Arrows Capital ซึ่งปัจจุบันล้มละลายแล้ว ได้เข้ามาครอบงำตลาด โดยกองทุนเหล่านี้ มีหน้าที่สร้างผลตอบแทนให้กับลูกค้าของแพลตฟอร์มการให้สินเชื่อหลายแห่ง ซึ่งปัจจุบัน ล้มละลาย เช่น Celsius , BlockFi และ Genesis
ตัวอย่างเช่น Securitize บริษัทผู้นำด้านการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเค็น ได้เปิดตัวโปรแกรม “Earn” ซึ่งเสนอผลตอบแทนผ่านการปล่อยสินเชื่อที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเกินมูลค่า (over-collateralized loans) และกองทุน tokenized funds ให้กับบริษัทเงินทุนยักษ์ใหญ่อย่าง KKR และ Hamilton Lane ในขณะนี้ แม้ว่า Securitize ยังคงประเมินความต้องการผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ แต่เบื้องต้นบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายผลตอบแทนที่บริษัทเรียกว่า “ผลตอบแทนแบบยั่งยืน” ให้แก่ผู้ใช้ ผ่านงบประมาณของบริษัทเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับงบดุล ตามที่ Reid Simon หัวหน้าฝ่ายเครดิตของ Securitize กล่าว
การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของโปรแกรมการให้สินเชื่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่วิธีที่จะนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ “เราต้องการ เข้าสู่ธุรกิจนี้” Simon กล่าว โดยเสริมว่า “ยังไม่ชัดเจน” ว่า ภาพลักษณ์ของบริษัทที่เน้นด้านคริปโตเคอเรนซีของบริษัทประสบความสำเร็จกับกลุ่มผู้ใช้คริปโตมากแค่ไหน “ผมไม่ได้นึกถึง Securitize กับ Bitcoin ด้วยกันเสมอไป” เขากล่าว
ผู้ประกอบการธุรกิจการให้สินเชื่อด้านคริปโตเคอเรนซีรายอื่น ๆ ได้เคยกล่าวถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งที่ผ่านมาอย่างละเอียด ผู้ประกอบการบางรายยังชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมนี้สามารถกำกับดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การแยกธุรกิจการซื้อขายคริปโตออกจากธุรกิจการดูแลทรัพย์สิน และการสนับสนุนการพิสูจน์หลักฐานการสำรอง
ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า จะไม่เกิดข้อผิดพลาดแบบเดิมอีกครั้ง หรือแม้กระทั่ง bitcoin จะสามารถกลับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดตลอดกาลอีกครั้งก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ การปรับตัวขึ้นของราคาในครั้งนี้ เกิดขึ้นควบคู่ไปกับความเคลื่อนไหวในเชิงบวก ที่สำคัญของดัชนี S&P; 500 และ Nasdaq รวมถึงการเติบโต อีกครั้งของภาคเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับผู้สังเกตการณ์หลายคน ที่คิดว่าอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น จะดึงดูดเงินทุนออกจากภาคส่วนที่มีความเสี่ยงสูง
ที่มา : coindesk

