คลิปวิดีโอไวรัลของ Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ที่กำลังคุกเข่าต่อหน้าหุ่นยนต์ 4 ขา พร้อมส่งเสียงคล้าย “เหมียว” ออกมานั้น กลายเป็นจุดสนใจของทั้งชุมชนคริปโตและนักลงทุนทั่วโลก โดยหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า พฤติกรรมแปลกๆ นี้กำลังสื่ออะไรบางอย่างเกี่ยวกับอนาคตของ Ethereum หรือไม่
Wendy O อินฟลูคริปโตชื่อดังได้ทวีตว่า “อนาคตของ Ethereum อยู่ในมือของผู้ชายคนนี้… เหมียว” ขณะที่ Phil Fogel ผู้ร่วมก่อตั้ง Cork Protocol กล่าวติดตลกในโพสต์ว่า ทรัพย์สินสุทธิและชีวิตการทำงานของเขาส่วนใหญ่ฝากไว้กับ Vitalik Buterin แต่ก็ยอมรับว่า คลิปนี้ทำให้เขารู้สึก “ดีขึ้น”
สิ่งนี้จะส่งผลต่อราคา Ethereum หรือไม่
Scott Crypto Warrior เทรดเดอร์ที่มีผู้ติดตามกว่า 500,000 คนบน X ก็ไม่พลาดที่จะแชร์คลิปนี้ พร้อมเขียนว่า “ขอพรให้ กระเป๋า ETH ของพวกเรา”
แม้ Buterin ยังไม่ได้ออกมาพูดถึงคลิปดังกล่าวด้วยตัวเอง แต่คลิปความยาวไม่กี่วินาทีนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ชุมชนคริปโตเข้าสู่โหมดวิเคราะห์กันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเมื่อราคาของ Ether ร่วงลงมาแตะระดับ 1,841 ดอลลาร์ ซึ่งลดลงกว่า 13% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา
ผู้ใช้ X รายหนึ่งนามว่า “sgp” แสดงความเห็นว่า “ในขณะที่ Ethereum กำลังร่วง 5% ภายใน 1 นาที Vitalik กำลังร้องเหมียวใส่หุ่นยนต์”
The Count of Monte Crypto นักวิจารณ์คริปโตอีกรายโพสต์ว่า “แน่นอนว่าเขามีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ แต่การที่การลงทุนส่วนใหญ่ของผมขึ้นอยู่กับผู้ชายคนนี้… มันก็ทำให้ผมเครียดเหมือนกัน”
แม้การกระทำของ Buterin จะดูแปลกประหลาดในสายตาคนทั่วไป แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำอะไรที่อยู่นอกกรอบ ในงาน Token2049 ที่สิงคโปร์เมื่อเดือนกันยายน 2024 เขาเคยร้องเพลงบนเวทีเพื่อโปรโมตโปรเจคคริปโต สร้างความประทับใจและเสียงหัวเราะจากผู้ชมไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของราคา Ether ยังเป็นประเด็นหลักที่นักลงทุนจับตามอง หลังจากแตะระดับ 4,000 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2024 ราคาก็ร่วงลงมาเกือบ 55% จนต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์
Alex Becker นักลงทุนชื่อดังมองว่านี่คือโอกาสในการเข้าซื้อ โดยกล่าวว่า “ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมใครถึงมอง Ethereum ที่ต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์แล้วคิดว่าจะไม่ได้กำไรมหาศาลในอีก 2 ปีข้างหน้า นี่อาจเป็นหนึ่งในดีลที่คุ้มที่สุดในประวัติศาสตร์”
ด้าน Nic Carter จาก Castle Island Ventures มองว่า Ethereum เริ่มหมดเสน่ห์ในฐานะสินทรัพย์ลงทุน เหตุเพราะเลเยอร์ 2 ดูดมูลค่าจากเชนหลัก รวมถึงการที่ชุมชนยังไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องการสร้างโทเค็นที่มากเกินไป
Source: Cointelegraph