BNY Mellon ธนาคารเก่าแก่ของสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ได้คาดการณ์ว่าตลาดของ Stablecoin และเงินสดที่ถูกแปลงเป็นโทเคนจะสามารถเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง $3.6 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 ซึ่งมากกว่ามูลค่าตลาดในปัจจุบันของ Bitcoin เสียอีก
ทั้งนี้ หากแยกเป็นสัดส่วนเฉพาะ Stablecoin นั้นจะคิดเป็น 41.6% ของมูลค่าทั้งหมดในขณะที่อีก 58.3% จะเป็นเงินฝากโทเคน และ กองทุนตลาดเงินดิจิทัล (MMFs)
สำหรับสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเริ่มเชื่อเช่นนั้นก็เป็นผลมาจาก นักลงทุนสถาบันเริ่มให้การยอมรับมากขึ้นประกอบกับกรอบกฎระเบียบด้านกฎหมายที่เริ่มมีความชัดเจน ซึ่งทาง BNY Mellon ถึงขนาดออกมายอมรับว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาเปลี่ยนตลาดเงินในปัจจุบัน
BNY ชื่นชม Stablecoin ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้องค์กรสามารถทำธุรกรรมขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วแทนที่จะต้องรอธนาคารทำการอนุมัติซึ่งกินเวลาหลายวัน และในปี 2030 Stablecoin จะมีขนาดใหญ่ถึง $1.5 ล้านล้านดอลลาร์
มากไปกว่านั้น Stablecoin ยังช่วย ลดความเสี่ยงของคู่สัญญา (counterparty risk) อีกด้วย เพราะมีโอกาสน้อยมากที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในธุรกรรมทางการเงินจะล้มเหลวในการส่งมอบเงินหรือสินทรัพย์ได้ทันเวลาเมื่อใช้เงินดิจิทัล เมื่อเทียบกับเงินแบบดั้งเดิม
ด้วยประโยชน์เหล่านี้ สถาบันต่างๆ จึงสามารถบริหารจัดการ สภาพคล่อง ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และคว้าโอกาสในการลงทุนที่ดีได้อย่างรวดเร็วกว่าเมื่อก่อน
ปัจจุบันโครงการเงินดิจิทัลกำลังถูกผลักดันจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ไปจนถึงระดับทั่วโลก โดยทาง BNY คาดว่าประสิทธิภาพและความเร็วจะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อมีสถาบันการเงินเข้ามาใช้งานมากขึ้น
ทว่า เทคโนโลยีใหม่อย่างบล็อกเชนจะไม่ได้มาแทนที่ระบบเก่าแต่อย่างใด กลับกันมันจะเข้ามาช่วยเกื้อหนุนต่างหาก และระบบทั้งสองจะทำงานไปด้วยกัน
Carolyn Wienberg หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมของ BNY ระบุว่าการนำบล็อกเชนเข้ามาประยุกต์ใช้กับระบบการเงินดั้งเดิม จะเป็นการเปิดประตูไปสู่การลงทุนใหม่ๆที่มีข้อผิดพลาดน้อยลง แต่โปรงใสมากขึ้น ทำให้สถาบันสามารถออกรายงานและทำการออดิทได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าแต่ก่อน
อย่างไรก็ตาม หากกฎหมายการกำกับดูแลยังไม่ชัดเจน ผู้คนจำนวนมากก็อาจยังลังเลที่จะเลือกใช้โทเคนเงินดิจิมัลเพราะกลัวว่าจะได้รับผลกระทบ นั่นเองจึงทำให้หลายฝ่ายต้องรีบเร่งออกกฎและพัฒนาอุตสาหกรรมนี้
ที่มา : Cryptopolitan
