สัปดาห์หน้าจะเป็นสัปดาห์ชี้ชะตาครั้งสำคัญของนโยบายคริปโตในวอชิงตัน เมื่อ 2 คณะกรรมาธิการหลักของวุฒิสภาสหรัฐฯ (Senate Committees) ได้กำหนดวันพิจารณาและลงมติ ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลพร้อมกันในวันที่ 15 มกราคม นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการกำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐฯ
2 ร่าง 2 แนวทาง เกษตร vs การธนาคาร
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังของสองบ้านใหญ่
- คณะกรรมาธิการเกษตร (Senate Agriculture Committee) ดูแลหน่วยงาน CFTC มีร่างกฎหมายที่เน้นมอบอำนาจใหม่ให้ CFTC ในการกำกับดูแลสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล
- คณะกรรมาธิการการธนาคาร (Senate Banking Committee) นำโดย Tim Scott (รีพับลิกัน) มีร่างกฎหมายที่เสนอคำนิยามใหม่ “Ancillary Assets” (สินทรัพย์ควบรวม) เพื่อระบุชัดเจนว่าคริปโตตัวไหน “ไม่ใช่หลักทรัพย์”
หากร่างกฎหมายผ่านทั้งสองคณะ จะต้องนำมาปรับรวมกัน ก่อนเข้าสู่การโหวตในวุฒิสภาเต็มคณะ และขั้นตอนสุดท้ายคือการนำไปรวมร่างกับฉบับของสภาผู้แทนฯ ที่ชื่อว่า “Clarity Act” (Digital Asset Market Clarity Act) ที่ผ่านสภาไปแล้วเมื่อช่วงฤดูร้อน ก่อนส่งให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้
ดราม่า “GENIUS Act” แบงก์กลัวเสียประโยชน์?
ประเด็นร้อนที่จะถูกหยิบยกมาถกเถียงคือเรื่องของ Stablecoin ที่ให้ผลตอบแทน (Yield-bearing) ภายใต้ร่างกฎหมายชื่อเล่นว่า “GENIUS”
- ฝั่งธนาคาร (American Bankers Association) ส่งจดหมายคัดค้าน โดยมองว่าการปล่อยให้บริษัทคริปโตแจก “ดอกเบี้ย” หรือผลตอบแทนจาก Stablecoin จะแย่งเงินฝากไปจากธนาคารท้องถิ่น ทำให้ธนาคารไม่มีเงินไปปล่อยกู้ให้ชุมชน
- ฝั่งคริปโต (Coinbase) Faryar Shirzad ผู้บริหารฝ่ายนโยบายของ Coinbase สวนกลับทันทีว่า ที่ธนาคารคัดค้านไม่ใช่เพราะห่วงความมั่นคง แต่เพราะ “กลัวการแข่งขัน” และต้องการปกป้องรายได้ของตัวเอง การให้ผลตอบแทนคือการเพิ่มทางเลือกและลดต้นทุนให้ผู้บริโภค
จับตา “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของทรัมป์
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองคือ ผลประโยชน์ทับซ้อนของประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากมีรายงานว่าครอบครัวของเขามีรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์จากธุรกิจคริปโต ซึ่งอาจถูกหยิบยกมาโจมตีในระหว่างการพิจารณากฎหมาย
ที่มา: theblock

