แม้ตลาดคริปโตจะเพิ่งผ่านสัปดาห์นรกแตกมาหมาดๆ แต่ Bitmine Immersion Technologies (BMNR) ภายใต้การนำของประธานบริษัทคนดังอย่าง Tom Lee กลับไม่หวั่นไหว เดินหน้าเก็บของเข้าคลังเพิ่มอีก 40,613 ETH ในช่วงที่ราคาร่วงหนัก ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทกลายเป็นวาฬ Ethereum ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยยอดถือครองรวมกว่า 4.3 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.7 พันล้านดอลลาร์ ณ ราคาปัจจุบันที่ระดับ 2,000 ดอลลาร์
การเข้าซื้อรอบล่าสุดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนอย่างหนัก โดยราคา ETH ร่วงลงจากระดับ 2,300 ดอลลาร์ ดิ่งลึกไปถึงจุดต่ำสุดที่ 1,700 ดอลลาร์ ก่อนจะดีดกลับมาปิดสัปดาห์เหนือ 2,000 ดอลลาร์ได้เล็กน้อย ซึ่งแม้บริษัทจะไม่เปิดเผยราคาเฉลี่ยที่เข้าซื้อในรอบนี้ แต่การกล้าสวนกระแสเลือดสาดก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในระยะยาวอย่างชัดเจน
มองข้ามช็อต: ราคาตอนนี้ ‘ถูกเกินจริง’
Tom Lee ได้ออกแถลงการณ์ย้ำจุดยืนว่า การที่บริษัทเข้าทยอยสะสม Ethereum อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ตลาดปรับฐานแรง เป็นเพราะพวกเขามองว่าราคานี้ “น่าสนใจมาก” เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเขามองว่าราคาหน้ากระดานในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนถึงอรรถประโยชน์ ที่แท้จริงของเครือข่าย และบทบาทสำคัญที่ ETH จะมีต่อโลกการเงินในอนาคต
นอกจากนี้ กลยุทธ์ของ Bitmine ไม่ได้มีแค่การถือครองเฉยๆ แต่บริษัทได้นำเหรียญจำนวนกว่า 2 ใน 3 ของพอร์ต หรือราว 2.9 ล้าน ETH ไปวางค้ำประกัน ในระบบ ซึ่งช่วยสร้างรายได้แบบ Passive Income ให้กับบริษัทคิดเป็นมูลค่าสูงถึงปีละ 202 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6-7 พันล้านบาท) ช่วยพยุงงบการเงินในช่วงที่ตลาดซบเซา
เจ็บแต่จบ? แบกขาดทุนทางบัญชีอ่วม 7.8 พันล้าน
อย่างไรก็ตาม ความจริงที่เจ็บปวดคือ Bitmine กำลังเผชิญกับตัวเลขขาดทุนทางบัญชี (Unrealized Loss) ก้อนโต ข้อมูลจาก Dropstab ระบุว่าต้นทุนเฉลี่ยในการซื้อ ETH ทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่สูงถึง 3,826 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาตลาดปัจจุบันที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถว 2,000 ดอลลาร์ เท่ากับว่าบริษัทกำลังแบกรับการขาดทุนอยู่มหาศาลกว่า 7.8 พันล้านดอลลาร์
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกดดันต่อราคาหุ้น BMNR ซึ่งปรับตัวลดลงกว่า 34% นับตั้งแต่ต้นปี แม้ในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ราคาจะเริ่มทรงตัวได้บ้าง แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่ Tom Lee ว่าการเดิมพันครั้งมโหฬารกับอนาคตของ Ethereum จะพาบริษัทรอดพ้นจากวิกฤตศรัทธาครั้งนี้ไปได้หรือไม่ หรือจะเป็นการติดดอยที่หนาวเหน็บที่สุดในประวัติศาสตร์
ที่มา: coindesk

