สรุปข่าว
- รัฐบาล Trump ประกาศโครงการประกันภัยต่อมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
- US DFC (Development Finance Corporation) จะคุ้มครองความเสียหายสูงสุดถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์แบบหมุนเวียน โดยร่วมมือกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
- มาตรการนี้ช่วยลดความเสี่ยงการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก และอาจส่งผลบวกเล็กน้อยต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโต
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การประกาศโครงการประกันภัยต่อช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดความกังวลด้านการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน ซึ่งทำให้บรรยากาศความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ผ่อนคลายลงบ้าง โดยทั่วไปเมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางลดลง ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตมักได้รับผลบวกในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นมาตรการป้องกันเชิงรับ ไม่ใช่ตัวเร่งตลาดโดยตรง ผลกระทบจึงน่าจะจำกัด
เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 7 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย รัฐบาล Trump ได้ประกาศโครงการประกันภัยต่อ (reinsurance) มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อคุ้มครองเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter โดย US DFC (US International Development Finance Corporation) จะทำหน้าที่คุ้มครองความเสียหายสูงสุด 2 หมื่นล้านดอลลาร์แบบหมุนเวียน ร่วมกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มาตรการนี้ถือเป็นการตอบสนองต่อความตึงเครียดด้านความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 20% ของปริมาณการค้าโลกผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน
ทำไมช่องแคบฮอร์มุซถึงสำคัญขนาดนี้
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย หากเส้นทางนี้ถูกปิดกั้นหรือเกิดความไม่แน่นอนทางการทหาร บริษัทประกันภัยเอกชนจะปฏิเสธรับประกันเรือหรือคิดเบี้ยประกันสูงมาก ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งน้ำมันพุ่งสูงจนอาจเกิดวิกฤตพลังงานได้ โครงการของรัฐบาล Trump จึงเป็นการเข้าค้ำประกันความเสี่ยงนี้โดยตรงผ่านภาครัฐ เพื่อให้เส้นทางการค้ายังคงเปิดและสภาพคล่องของน้ำมันในตลาดโลกไม่ขาดช่วง ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า US DFC ยังขาดศักยภาพอีกกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ในการประกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างครบถ้วน หลังจาก Trump สั่งขยายนโยบายประกันภัยเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา ดังนั้นการประกาศ 2 หมื่นล้านดอลลาร์รอบนี้จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนที่ใหญ่กว่า
นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ยังรายงานว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ เตรียมส่งเรือคุ้มกันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และ ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 16% ในวันเดียวแตะ $91.50 ต่อบาร์เรล สะท้อนให้เห็นว่าบรรยากาศในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดอยู่ในระดับสูง และรัฐบาล Trump กำลังใช้ทั้งกำลังทหารและเครื่องมือทางการเงินควบคู่กันเพื่อรักษาเสถียรภาพของเส้นทางพลังงาน
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
โดยทั่วไปแล้ว ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท รวมถึงคริปโต เพราะนักลงทุนมักโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้นเมื่อรัฐบาล Trump ออกมาตรการลดความเสี่ยงเชิงรับผ่านโครงการประกันภัยนี้ ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันก็ลดลงบ้าง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกเล็กน้อยต่อบรรยากาศตลาดโดยรวม อย่างไรก็ตาม ในบริบทที่ราคาน้ำมันยังอยู่สูง และ กองทุน Gold ETF เผชิญเงินไหลออกมากที่สุดในรอบทศวรรษ รวมถึง BlackRock เผชิญปัญหาสภาพคล่อง ภาพรวมตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง
ที่น่าสนใจคือหากราคาน้ำมันเริ่มผ่อนคลายลงจากมาตรการนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อก็จะลดลงตาม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ติดตามอย่างใกล้ชิด หากความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานลดลง โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยก็อาจสูงขึ้น และนั่นเองที่อาจเป็นตัวเร่งตลาดสินทรัพย์เสี่ยงในระยะกลางได้จริง มากกว่าตัวโครงการประกันภัยนี้โดยตรง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าโครงการประกันภัยต่อมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์รอบนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาล Trump ตระหนักถึงความเสี่ยงเรื่องพลังงานอย่างจริงจัง และพยายามสร้างความมั่นใจให้ตลาดน้ำมัน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่านี่เป็นเพียงมาตรการป้องกันเชิงรับ ยังไม่ได้แก้ปัญหาความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่แท้จริง สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือสถานการณ์ทางทหารในภูมิภาค ว่า Trump จะผลักดันการเจรจากับอิหร่านต่อไปได้หรือไม่ หากสถานการณ์ดีขึ้นจริง ราคาน้ำมันน่าจะดิ่งลง และตลาดคริปโตก็น่าจะได้ลมหายใจมากขึ้น แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในช่องแคบฮอร์มุซ แม้มีประกันภัยนี้ก็คงพอกันน้ำได้ไม่หมด

