bitkub-banner

RIP Metaverse! ที่ดินดิจิทัลราคากว่า 8 ร้อยล้านบาทร่วง 99% เหลือไม่ถึง 4 แสนบาท บทเรียนที่จำไม่ลืม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral 

แม้เหรียญเหล่านี้ไม่ทำให้ Bitcoin ร่วงหรือขึ้น แต่การร่วงของเหรียญ Metaverse ไม่ว่าจะเป็น MANA หรือ SAND ก็ถือเป็น “บทเรียนสำคัญ” สำหรับนักลงทุนคริปโต

ลองนึกภาพว่า คุณซื้อที่ดินบนโลกเสมือนราคา $24,000,000 (ประมาณ 830 ล้านบาท) เพราะเชื่อว่า Metaverse คืออนาคต แต่วันนี้มูลค่ากลับลดเหลือเพียง $8,929 (ประมาณ 4 แสนบาท) และนี่ไม่ใช่เคสเดียว แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับนักลงทุนจำนวนมาก

ราคาที่ดินบน Decentraland และ Sandbox ร่วง 95-99%

ข้อมูลจาก CryptoSlate ชี้ให้เห็นว่าดีลใหญ่ที่เคยเป็นข่าวดัง กลายเป็นบทเรียนราคาแพง โดยที่ดินบนแพลตฟอร์ม Decentraland ราคาร่วงจาก $24M เหลือเพียง $8,929, บน Sandbox จาก $4.3M เหลือเพียง $65,583 , บน Republic Realm จาก $913K เหลือเพียง $19,935, บน Otherdeed #24 จากประมาณ $1M เหลือเพียง $167 (-99.98%), รวมถึงที่ดินใกล้ Snoop Dogg ที่เคยขาย $450K ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่พันดอลลาร์

แม้ข้อมูลจาก CoinGecko จะระบุว่าราคาที่ดินจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นช่วง 60 วันที่ผ่านมา Sandbox พุ่งขึ้น 153%, Decentraland พุ่งขึ้น 95% แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก และยังคงลดลง 95-99% จากจุดสูงสุดเดิม

4 สาเหตุที่ทำให้ Metaverse ไม่ได้ไปต่อ

  1. ไม่มีผู้ใช้งานจริง: แพลตฟอร์ม Decentraland มีผู้ใช้งานรายวันเพียงหลักพัน เมื่อเทียบกับ Roblox ที่มีมากกว่า 70 ล้าน และเกม Fortnite มากกว่า 80 ล้าน และเมื่อไม่มีคนใช้งาน “ที่ดิน” ก็ไม่มีมูลค่า
  2. เทคโนโลยียังไม่พร้อม: อุปกรณ์ VR ยังมีข้อจำกัดทั้งราคาและความสะดวกในการใช้งาน ทำให้ไม่สามารถดึงผู้ใช้ทั่วไปได้ และแม้บริษัท Meta จะลงทุนมหาศาล แต่ Reality Labs ซึ่งเป็นโปรเจค Metaverse ของบริษัทก็ยังขาดทุนถึง $1.92 หมื่นล้านในปี 2025
  3. กระแสเริ่มหมด: ช่วงปี 2021-2022 เป็นยุคที่กระแสเริ่มหาและสภาพคล่องจำนวนมหาศาล นักลงทุนพร้อมเก็งกำไรทุกอย่าง แต่เมื่อดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เงินทุนหายไป สินทรัพย์เสี่ยงจึงร่วงแรง
  4. สามารถสร้างเพิ่มได้ไม่จำกัด : ต่างจาก Bitcoin ที่มีจำนวนจำกัด 21 ล้านเหรียญ ที่ดินใน Metaverse สามารถสร้างเพิ่มได้ไม่จำกัด และยังมีแพลตฟอร์มใหม่เกิดขึ้นตลอด 

วิธีหลีกเลี่ยงโปรเจคที่อาจทำให้คุณหมดตัว

ทุกครั้งที่มีกระแสของโปรเจคต่าง ๆ เราควรจำได้ว่า

  1. ถ้าทุกคนพูดถึง มันอาจสายเกินไปแล้ว: โดยช่วงที่ Metaverse ถูกพูดถึงมากที่สุด คือช่วงที่ราคาที่ดินใกล้จุดสูงสุด
  2. ต้องมีผู้ใช้งานจริง: สินทรัพย์จะมีมูลค่าได้ ต้องมีความต้องการจากการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ความคาดหวังในอนาคต
  3. ต้องสร้างได้แบบจำกัด: ถ้าสามารถสร้างเพิ่มได้ไม่จำกัด มูลค่าระยะยาวย่อมไม่มั่นคง
  4. ไหลตามกระแส: การมีคนดังเกี่ยวข้อง ไม่ได้แปลว่าสินทรัพย์นั้นมีมูลค่าจริงเสมอไป

ผู้เขียนมองว่า Metaverse land คือหนึ่งใน บทเรียนที่แพงที่สุดของตลาดคริปโต เพราะสะท้อนชัดเจนว่าการลงทุนตามกระแสโดยไม่มีพื้นฐานรองรับ สามารถทำให้มูลค่าลดลงเกือบศูนย์ได้ในเวลาไม่นาน

ในขณะเดียวกัน ภาพรวมของคริปโตไม่ได้แย่เสมอไป โดยสินทรัพย์อย่าง Bitcoin, Ethereum หรือโปรเจคที่มีการใช้งานจริงยังคงอยู่รอดและเติบโตได้ แสดงให้เห็นว่าตลาดไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คัดกรองเฉพาะสิ่งที่มีคุณค่าแท้จริง

ดังนั้น เมื่อมีเทรนด์ใหม่ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น AI, DePIN หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ คำถามสำคัญที่สุดยังคงเดิม “มีคนใช้จริงหรือไม่?” หากคำตอบยังไม่ชัดเจน นั่นอาจไม่ใช่โอกาสลงทุน แต่เป็นเพียงกระแสที่รอวันจางหาย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: