สรุปข่าว
- เทคโนโลยี Biohacking ผ่านการฝังไมโครชิปขนาดจิ๋วใต้ผิวหนัง ช่วยให้มนุษย์สามารถทำธุรกรรม หรือเก็บข้อมูลสำคัญรหัส คริปโต ได้โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่
- การฝังชิปมีพัฒนาการมายาวนานตั้งแต่ปี 1998 ปัจจุบันถูกนำมาใช้จริงในหลายระดับ ทั้งกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบคริปโตเคอร์เรนซี ไปจนถึงหน่วยงานความมั่นคงรัฐ
- แม้จะดูล้ำสมัย แต่เทคโนโลยียังเผชิญความท้าทายหนัก ทั้งเรื่องชิปตกรุ่นที่เปลี่ยนยาก ความซับซ้อนในการใช้งาน และความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความเป็นส่วนตัว
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
เทคโนโลยี Biohacking ผ่านการฝังไมโครชิป RFID/NFC หุ้มไบโอกลาสใต้ผิวหนัง กำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษย์ให้ก้าวสู่โลกไซบอร์ก โดยชิปเหล่านี้ทำงานได้โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่และมีความปลอดภัยสูงระดับ Hardware Wallet ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ร่างกายแตะเพื่อชำระเงิน เก็บเหรียญคริปโต หรือยืนยันตัวตนได้อย่างไร้รอยต่อ แต่ถึงแม้นวัตกรรมนี้จะมีมานานและถูกนำมาใช้จริงแล้วแต่ก็ยังเผชิญอุปสรรคสำคัญด้านความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับอุปกรณ์สวมใส่อย่างสมาร์ตวอทช์ ปัญหาฮาร์ดแวร์ตกรุ่นที่ต้องผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนใหม่ ความซับซ้อนในการตั้งค่า และข้อถกเถียงด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวที่ยังคงมีอยู่
หมดปัญหาเรื่องการลืมรหัสผ่านจำพวกกุญแจรถ กุญแจบ้าน หรือการควานหากระเป๋าสตางค์ในวันที่เร่งรีบ เพราะโลกที่เคยอยู่แค่ในนิยายไซเบอร์พังก์กำลังกลายเป็นความจริงด้วยเทคโนโลยี “กระเป๋าสตางค์แบบฝังชิป”
นวัตกรรมไมโครชิปขนาดจิ๋วที่สามารถทำหน้าที่แทนทุกอย่างในชีวิต ตั้งแต่นามบัตร บัตรประจำตัว ไปจนถึงบัตรเครดิต จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างไร้รอยต่อเพียงแค่การแตะมือ ลงบนสมาร์ตโฟนหรือเครื่อง POS ที่รองรับ NFC โดยไม่ต้องพกพาสิ่งของติดตัวเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

เบื้องหลังความล้ำสมัยนี้ถูกนิยามด้วยคำว่า Biohacking ซึ่งหมายถึงการปรับเปลี่ยนร่างกายเพื่อยกระดับขีดความสามารถและคุณภาพชีวิตตามแนวคิดแบบแฮ็กเกอร์ ตั้งแต่การใช้แอปพลิเคชันพื้นฐานเพื่อแทร็กการนอนหลับ ไปจนถึงขั้นสูงสุดอย่างการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ RFID เข้าสู่ร่างกาย เพื่อสร้างสภาวะพึ่งพาอาศัยกันระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี เปลี่ยนร่างกายของคุณให้พร้อมเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ไม่มีแบตเตอรี่ก็ใช้ได้
หัวใจสำคัญของไมโครชิปที่ฝังในร่างกายคือ เทคโนโลยี RFID หรือ NFC ซึ่งเป็นระบบสื่อสารไร้สายระยะสั้นที่มีจุดเด่นคือ ไม่ต้องการแบตเตอรี่ โดยชิปจะดึงพลังงานจากเครื่องอ่านภายนอกผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเฉพาะตอนที่นำมาแตะใกล้กันเท่านั้น ข้อดีนี้ทำให้ตัวชิปมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษและไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จไฟ เหมาะสำหรับการเป็นอุปกรณ์ที่ต้องอยู่กับร่างกายมนุษย์ในระยะยาว

ในด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ไมโครชิปเหล่านี้ถูกหุ้มด้วยวัสดุพิเศษอย่าง ไบโอกลาส หรือ ไบโอเซรามิก ซึ่งเป็นวัสดุที่เข้ากับเนื้อเยื่อมนุษย์ได้ดีเยี่ยม เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้าน
แม้จะมีขนาดจิ๋วแต่ชิปก็มีหน่วยความจำเพียงพอสำหรับจัดเก็บข้อมูลสำคัญ เช่น การเข้ารหัสชุดรหัส Seed Phrase ของกระเป๋าคริปโตที่ความยาวประมาณ 800 ตัวอักษรได้อย่างสบายๆ
ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ ความปลอดภัยในระดับ Private Key โดยคุณ Amal Graafstra ผู้ก่อตั้ง VivoKey Technologies อธิบายว่า ชิปเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น Hardware Wallet ที่แท้จริง เพราะแม้เราจะใช้แอปบนสมาร์ตโฟนเป็นเพียงหน้าจอแสดงผลแต่ตัว Private Key และขั้นตอนการลงนามธุรกรรมทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในชิปที่ฝังอยู่ในร่างกายเท่านั้น ข้อมูลสำคัญจึงไม่เคยรั่วไหลออกไปสู่โลกอินเทอร์เน็ตหรือแม้แต่ในตัวแอปบนมือถือ
ประวัติศาสตร์การฝังชิปที่เปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นกระเป๋าเงิน
จุดเริ่มต้นของมนุษย์ไซบอร์กไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี 1998 เมื่อ Kevin Warwick ศาสตราจารย์ด้านไซเบอร์เนติกส์แห่งมหาวิทยาลัย Reading ได้ริเริ่มโครงการ Cyborg โดยเขาตัดสินใจฝังชิป RFID ไว้ใต้ผิวหนังบริเวณแขน เพื่อพิสูจน์ว่า เขาสามารถควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในห้องแล็บได้เพียงแค่การเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้เขากลายเป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่เชื่อมต่อร่างกายเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์
ในโลกของคริปโตเคอร์เรนซี กรณีที่โด่งดังที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องราวของ Martijn Wismeijer ผู้ประกอบการ Bitcoin ชาวอัมสเตอร์ดัมที่รู้จักกันในฉายา “Mr. Bitcoin” เขาได้เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นไซบอร์กในชีวิตจริงด้วยการฝังชิป NFC ขนาดจิ๋วไว้ในมือทั้งสองข้าง โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียง 75 ดอลลาร์ให้กับช่างเจาะร่างกายมืออาชีพ ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการฉีดชิปเข้าสู่บริเวณผิวหนังระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้

Wismeijer ได้ใช้ชิปเหล่านี้ในการจัดเก็บเหรียญต่างๆ ทั้ง Bitcoin, Litecoin และ Dogecoin โดยอุปกรณ์ขนาดจิ๋วนี้มีหน่วยความจำเพียงพอที่จะเก็บข้อมูลสำคัญได้ในระดับ 888 bytes ในปี 2015
ความก้าวหน้านี้ยังถูกตอกย้ำด้วยความสำเร็จของ Patric Lanhed ที่สร้างประวัติศาสตร์ส่ง Bio-payment หรือการโอนเงิน Bitcoin ผ่านชิปในมือเป็นครั้งแรกของโลก ถือเป็นการเปิดประตูสู่ยุคที่มนุษย์สามารถทำธุรกรรมการเงินได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบัตรเครดิตหรือสมาร์ตโฟนอีกต่อไป
องค์กรที่นำร่องฝังชิปร่างกายในโลกแห่งความเป็นจริง
ปัจจุบัน เทคโนโลยีการฝังชิปได้ก้าวข้ามจากห้องทดลองสู่การใช้งานจริงในองค์กรระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างที่โด่งดังคือบริษัท Three Square Market ในสหรัฐฯ ที่ร่วมมือกับ BioHax จากสวีเดน เพื่อมอบความสะดวกสบายขั้นสุดให้แก่พนักงานผ่านการฝังชิป RFID ช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตในออฟฟิศได้โดยไม่ต้องพกบัตร ตั้งแต่การแตะเปิดประตู ล็อกอินคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการชำระเงินที่ตู้ขายของอัตโนมัติ
แม้นวัตกรรมนี้จะได้รับความนิยมในกลุ่มพนักงานยุคใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็กลายเป็นประเด็นสังคมถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มรณรงค์ด้านความเป็นส่วนตัวและกลุ่มความเชื่อทางศาสนาทั่วโลก
ในแง่ของวิวัฒนาการทางการเงิน บริษัท BiChip จากเดนมาร์กได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการในปี 2018 ด้วยการเปิดตัวไมโครชิปรุ่นอัปเกรดที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและอ่านข้อมูลได้จากระยะไกล ที่สำคัญคือ การรองรับการชำระเงินด้วยสกุลเงินคริปโตอย่าง Ripple (XRP) ได้โดยตรงจากใต้ผิวหนัง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ร่างกายมนุษย์สามารถเชื่อมต่อกับระบบการเงินโลกได้อย่างไร้รอยต่อ
นอกจากความสะดวกสบายแล้ว เทคโนโลยีนี้ยังถูกนำไปใช้ในมิติความมั่นคงระดับชาติ โดยย้อนไปในปี 2004 รัฐบาลเม็กซิโกได้ฝังชิปให้แก่อัยการสูงสุดและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกว่า 160 คน เพื่อใช้เป็นรหัสผ่านที่มีชีวิตในการเข้าถึงฐานข้อมูลลับระดับสูงสุดของประเทศ ซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัยจากการถูกจารกรรมข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความเสี่ยงและข้อกังวลที่ต้องรู้

แม้จะดูล้ำสมัยแต่ชิปฝังร่างกายยังมีข้อจำกัดเรื่อง ความล้าสมัย เพราะเป็นอุปกรณ์กึ่งถาวรที่ถอดออกยาก ในขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาเร็วมากจนชิปวันนี้อาจตกรุ่นในวันหน้า อีกทั้งผู้ใช้ยังต้องตอบคำถามให้ได้ว่า การฝังชิปให้ประโยชน์ได้มากกว่าสมาร์ตวอทช์ที่ทำหน้าที่ได้เหมือนกันอย่างไร
อุปสรรคสำคัญอีกด้านคือ ความซับซ้อนในการตั้งค่าที่ยังไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้ทั่วไป ตั้งแต่การติดตั้งแอปเฉพาะทางไปจนถึงการกรอก Private Key ที่ยาวและยุ่งยาก
นอกจากนี้ความปลอดภัย ของข้อมูลส่วนตัวที่จัดเก็บไว้อย่างประวัติการแพ้ยาก็มีความเสี่ยงสูง หากเกิดภาวะแทรกซ้อนอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อร่างกายผู้ฝังชิปได้
สรุปแล้วการนำเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับกายเนื้อเป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นเรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป และเทคโนโลยีบางตัวก็ให้ประโยชน์เหนือล้ำเช่น neuralink ของ Elon Musk แต่ก็อย่างที่กล่าวไป ประเด็นเรื่องของศีลธรรมและ “การยอมรับ” เครื่องจักรเข้ามาอยู่ในร่างกายยังคงเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน
มุมมองผู้เขียน : ในทางทฤษฎี การเก็บ Private Key ไว้ในร่างกายตัวเองคือระบบ Cold Wallet ที่แฮกผ่านอินเทอร์เน็ตไม่ได้ปลอดภัย 100% แต่ในโลกความเป็นจริง มันกลับสร้างความเสี่ยงทางกายภาพอย่างรุนแรง เพราะมิจฉาชีพจะเปลี่ยนจากการขโมย หรือ จี้ Wallet ของคุณ กลายเป็นการทรมานและการทำร้ายร่างกายโดยตรงทันทีหากพวกเขารู้ว่าคุณใช้วิธีไหนในการซ่อนสินทรัพย์
