สรุปข่าว
- ผู้เชี่ยวชาญชี้แจงว่าโครงสร้างสถาปัตยกรรมของ XRP Ledger (XRPL) มีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามจากเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์น้อยกว่า Bitcoin อย่างมีนัยสำคัญ
- ระบบของ XRP มีฟีเจอร์ “Key Rotation” ที่ให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนชุดรหัสผ่านยืนยันตัวตนได้โดยไม่ต้องโอนเหรียญข้ามกระเป๋า และมีระบบ Escrow แบบตั้งเวลา (Time lock) ที่ปลอดภัยจากการเจาะรหัสด้วยคอมพิวเตอร์
- ในทางกลับกัน Bitcoin มีเหรียญที่เสี่ยงต่อการถูกเจาะรหัสสูงถึง 11-37% ของอุปทานทั้งหมด (รวมถึงเหรียญในกระเป๋าของ Satoshi) และมีจุดอ่อนสำคัญในช่วงรอทำธุรกรรมใน Mempool ที่ควอนตัมอาจฉวยโอกาสขโมยคีย์ตัดหน้าได้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ประเด็นเรื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ยังเป็นเพียงทฤษฎีในอนาคตที่ต้องใช้เวลาพัฒนาอีกหลายปี แม้บทวิเคราะห์นี้จะสะท้อนความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของ XRP แต่ก็ยังไม่มีผลกระทบต่อแรงซื้อขาย ปัจจัยพื้นฐาน หรือสภาพคล่องของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในระยะสั้นแต่อย่างใด
ประเด็นเรื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังถูกพูดถึงอย่างหนาหูในวงการเทคโนโลยีและคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ Google ออกมาเปิดเผยว่า เครื่องประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงอาจสามารถเจาะระบบบล็อกเชนรุ่นเก่าได้ด้วยพลังประมวลผลที่น้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในตอนแรก
สำหรับผู้ถือเหรียญ XRP คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญอาจทำให้เบาใจลงได้บ้าง เพราะเมื่อเจาะลึกในระดับสถาปัตยกรรมแล้ว เครือข่าย XRP Ledger (XRPL) ดูเหมือนจะมีเกราะป้องกันที่ดีกว่า Bitcoin ค่อนข้างมาก
เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องมองย้อนกลับไปที่กลไกพื้นฐาน บล็อกเชนส่วนใหญ่ใช้ระบบรหัสผ่านที่เรียกว่า Private Key ซึ่งเป็นกุญแจลับสำหรับทำธุรกรรม และจากกุญแจลับนี้ ระบบจะคำนวณทางคณิตศาสตร์ออกมาเป็น Public Key เพื่อใช้สร้างที่อยู่กระเป๋า (Wallet Address) สำหรับส่งให้คนอื่นโอนเงินมาให้ จุดอ่อนที่ทุกคนกังวลคือ หากควอนตัมคอมพิวเตอร์มีพลังมากพอ มันอาจใช้สมการที่เรียกว่า Shor’s algorithm คำนวณย้อนกลับจาก Public Key ที่ถูกเปิดเผยบนเครือข่าย เพื่อเจาะรหัสเอากุญแจลับและขโมยเงินออกไปได้ ซึ่งโดยปกติแล้ว Public Key ของเราจะถูกเปิดเผยสู่สาธารณะก็ต่อเมื่อเราเป็นฝ่าย “กดโอนเงินออก” เท่านั้น
ทำไมโครงสร้างของ XRP ถึงปลอดภัยกว่า
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Vet ผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรม (Validator) บนเครือข่าย XRPL ได้ทำการตรวจสอบช่องโหว่ระดับควอนตัมทั่วทั้งบัญชีแยกประเภท และพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีบัญชี XRP ประมาณ 300,000 บัญชีที่ถือครองเหรียญรวม 2.4 พันล้าน XRP ที่ทำหน้าที่ “รับเงินเพียงอย่างเดียว” และไม่เคยทำธุรกรรมโอนเงินออกเลย นั่นหมายความว่า Public Key ของบัญชีเหล่านี้ไม่เคยหลุดไปสู่เครือข่าย จึงปลอดภัยจากภัยคุกคามควอนตัมโดยสมบูรณ์
จริงอยู่ที่อาจมีกระเป๋าเงินขนาดใหญ่ (Whale) บางบัญชีที่เคยโอนเงินและเปิดเผย Public Key ไปแล้ว ซึ่งบัญชีที่ถูกทิ้งร้างเหล่านี้อาจตกเป็นเป้าหมายได้หากพรุ่งนี้มีควอนตัมคอมพิวเตอร์ระดับสูงเกิดขึ้นจริง แต่ Vet ตรวจพบกระเป๋าลักษณะนี้เพียง 2 บัญชี ซึ่งถือครองเหรียญรวม 21 ล้าน XRP หรือคิดเป็นเพียง 0.03% ของอุปทานที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดเท่านั้น
นอกจากนี้ จุดเด่นสำคัญของ XRPL คือฟีเจอร์ “Key Rotation” ซึ่งเปรียบเสมือนการที่เราสามารถเปลี่ยนแม่กุญแจบ้านได้โดยไม่ต้องย้ายบ้านหนี ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนชุดกุญแจที่ใช้เซ็นยืนยันตัวตนได้โดยไม่ต้องโอนเหรียญออก ทำให้ Public Key เดิมไร้ความหมายทันที แม้ว่าฟีเจอร์นี้อาจจะไม่ช่วยบัญชีร้างที่เจ้าของลืมรหัสหรือเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็เป็นเกราะป้องกันชั้นยอดสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ยังมีความเคลื่อนไหว
ทางด้าน Mayukha Vadari วิศวกรซอฟต์แวร์ของ Ripple ยังชี้ให้เห็นถึงฟีเจอร์ Escrow ที่ตั้งเวลาล็อกเหรียญไว้ (Time lock) ว่ามีความปลอดภัยสูงมาก เพราะมันไม่ได้ป้องกันด้วยสมการเข้ารหัสที่ควอนตัมเจาะได้ แต่ป้องกันด้วยเงื่อนไขเชิงตรรกะของเวลา ซึ่งตราบใดที่ยังไม่ถึงเวลาที่กำหนด ระบบก็จะไม่ยอมให้ใครดึงเงินออกไปได้เลย
จุดอ่อนของ Bitcoin ที่อาจตกเป็นเป้าหมายใหญ่
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับพี่ใหญ่อย่าง Bitcoin ภัยคุกคามจากควอนตัมดูจะน่ากังวลกว่ามากด้วยเหตุผลหลักสองประการ ประการแรกคือเรื่องของสเกล ในยุคแรกเริ่มของการขุด Bitcoin ระบบใช้รูปแบบที่เรียกว่า P2PK ซึ่งมีการเปิดเผย Public Key ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีการโอนเงินออก ซึ่งรวมถึงเหรียญ 1 ล้าน BTC ของผู้สร้างอย่าง Satoshi Nakamoto ที่ยังคงหลับใหลอยู่ด้วย มีการประเมินกันว่ามีเหรียญ Bitcoin ที่เสี่ยงต่อการถูกเจาะรหัสตกค้างอยู่ราวๆ 2.3 ล้าน ถึง 7.8 ล้าน BTC ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 11% ถึง 37% ของอุปทานทั้งหมด เหรียญเหล่านี้เปรียบเสมือนเป้านิ่งที่รอให้ผู้โจมตีเข้ามาเก็บเกี่ยว
ประการที่สอง แม้แต่ผู้ถือ Bitcoin ที่ตื่นตัวและอยากจะป้องกันตัวเองก็ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เนื่องจากบล็อกเชนของ Bitcoin ไม่มีฟีเจอร์ Key Rotation แบบ XRP ทางออกเดียวคือการสร้างกระเป๋าใหม่แล้วโอนเหรียญหนีไป แต่ปัญหาคือระหว่างที่กดโอน ธุรกรรมจะต้องไปรอการตรวจสอบในหน่วยความจำชั่วคราว (Mempool) นานประมาณ 10 นาที ซึ่งในช่วงเวลานี้ Public Key ของกระเป๋าเดิมจะถูกเปิดเผยออกมา หากควอนตัมคอมพิวเตอร์มีความเร็วมากพอ มันอาจจะฉวยโอกาสขโมยกุญแจลับและขโมยเงินตัดหน้าเราได้เลยภายในเวลา 10 นาทีนั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ความเสี่ยงเหล่านี้จะยังเป็นเพียงทฤษฎีบนหน้ากระดาษและชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่เชิงโครงสร้าง แต่กลุ่มนักพัฒนาของ Bitcoin (Core Developers) ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ริเริ่มข้อเสนอหลายแนวทางเพื่อพัฒนาระบบให้ต้านทานควอนตัมได้ในอนาคตแล้ว
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวผมมองว่า ประเด็นเรื่อง Quantum Computing มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น FUD เพื่อสร้างความตื่นตระหนกในตลาดเป็นระยะๆ ครับ การที่โครงสร้างของ XRP มี Key Rotation ถือเป็นความได้เปรียบทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมและแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มองข้ามช็อตของทีมผู้สร้าง แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับฝั่งของ Bitcoin เอง หากวันหนึ่งที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์เข้าใกล้ความเป็นจริงจนสามารถสุ่มเจาะระบบได้จริงๆ ผมเชื่อมั่นว่าพลังของชุมชนนักพัฒนาทั่วโลกก็คงพร้อมใจกันทำ Hard Fork เพื่ออัปเกรดอัลกอริทึมการเข้ารหัสใหม่ทันทีเช่นกัน ดังนั้นนักลงทุนจึงยังไม่ต้องรีบตื่นตระหนกเทขายสินทรัพย์ในตอนนี้ครับ
