bitkub-banner

ธนาคาร UBS คาด FED ลดดอกเบี้ย 50 bps ขณะที่ Miran ชี้สงครามไม่กระทบเงินเฟ้อ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ธนาคารเพื่อการลงทุนยักษ์ใหญ่อย่าง UBS ออกมาคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาหรือเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 50 Basis Points ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายร่วงลงไปแตะระดับ 3.00 ถึง 3.25 เปอร์เซ็นต์ภายในสิ้นปี 2026 ท่ามกลางความหวังว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม
  • ทางด้านผู้ว่าการเฟด Stephen Miran ได้ออกมาลดทอนความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อาจเกิดจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านรวมถึงผลกระทบจากกำแพงภาษี โดยเขายังคงสนับสนุนให้มีการลดดอกเบี้ยจำนวนสามครั้งในปีนี้เพื่อพยุงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน
  • นักวิเคราะห์ประเมินว่าแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินประกอบกับการผลักดันกฎหมายสำคัญอย่าง CLARITY Act จะเป็นปัจจัยบวกในการเพิ่มสภาพคล่องซึ่งจะช่วยผลักดันให้ราคาของ Bitcoin และตลาดคริปโตเคอร์เรนซีพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาถือเป็นปัจจัยบวกระดับมหภาคที่จะช่วยอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลลดลงและส่งผลให้นักลงทุนกล้าโยกย้ายเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซีมากยิ่งขึ้น

ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งวอลล์สตรีทอย่าง UBS ได้ออกรายงานบทวิเคราะห์ฉบับล่าสุดโดยคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 50 Basis Points ในช่วงปลายปีนี้ นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารประเมินว่าเราอาจได้เห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 25 Basis Points จำนวนสองรอบในเดือนกันยายนและเดือนธันวาคม ซึ่งหากเป็นไปตามคาดการณ์ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ จะลดลงไปอยู่ที่ระดับ 3.00 ถึง 3.25 เปอร์เซ็นต์ภายในช่วงสิ้นปี 2026 แม้ว่าข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch Tool ในปัจจุบันจะบ่งชี้ว่าเหล่านักเทรดส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นว่าจะมีการลดดอกเบี้ยในปีนี้ก็ตาม

มุมมองของ UBS ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมแม้ราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น โดยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตล่าสุดก็ออกมาสอดคล้องหรือต่ำกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ UBS ยังคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปีและ 10 ปีจะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 3.25 เปอร์เซ็นต์และ 3.75 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับในช่วงสิ้นปี โดยมองว่าหากสถานการณ์อุปทานน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ นักลงทุนก็จะคลายความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยและกดดันให้อัตราผลตอบแทนลดลง

ในขณะเดียวกัน Stephen Miran ผู้ว่าการเฟดที่ได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาให้ความเห็นที่ช่วยลดทอนความกังวลของตลาด โดยเขาระบุว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงผลกระทบจากการตั้งกำแพงภาษี จะไม่ส่งผลกระทบระยะยาวต่อปัญหาเงินเฟ้อ แม้เขาจะยอมรับว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะเพิ่มความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังคงสนับสนุนให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจำนวนสามครั้งในปีนี้แทนที่จะเป็นสี่ครั้งตามที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า โดยให้เหตุผลว่าตลาดแรงงานยังคงต้องการนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อช่วยพยุงสถานการณ์

ท่าทีที่สนับสนุนการลดดอกเบี้ยของ Miran ดูเหมือนจะสวนทางกับเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูงคนอื่นๆ อย่างประธานเจอโรม พาวเวลล์ และจอห์น วิลเลียมส์ ที่ส่งสัญญาณให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินที่จะมาถึง ความขัดแย้งภายในนี้ทำให้ตลาดหันไปจับตาดูการพิจารณารับรองตำแหน่งของ Kevin Warsh ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ที่ทรัมป์สนับสนุน ซึ่งมีกำหนดการไต่สวนในวันที่ 21 เมษายนนี้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่า Warsh จะเป็นผู้ที่เข้ามาตอบสนองความต้องการของทรัมป์ในการกดดันให้อัตราดอกเบี้ยลดลงไปสู่ระดับ 3 เปอร์เซ็นต์

สำหรับทิศทางของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี การที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามกดดันให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยควบคู่ไปกับการเร่งผลักดันร่างกฎหมาย CLARITY Act ถือเป็นแรงหนุนชั้นดีที่ช่วยให้ตลาดฟื้นตัว บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล 10x Research ระบุว่าแบบจำลองทางสถิติได้ส่งสัญญาณซื้อที่ชัดเจนถึงสามรายการ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับช่วงก่อนที่ราคา Bitcoin จะพุ่งทำจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคมและช่วงก่อนพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ นอกจากนี้ ความสนใจจากนักลงทุนสถาบันที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: coingape


มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคในตอนนี้กำลังเข้าทางฝั่งสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเต็มที่ครับ การที่ผู้ว่าการเฟดบางส่วนเริ่มมองข้ามผลกระทบระยะสั้นจากสงครามและราคาน้ำมัน แล้วหันมาโฟกัสที่การลดดอกเบี้ยเพื่ออุ้มตลาดแรงงาน ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าสภาพคล่องก้อนใหม่กำลังจะถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบในไม่ช้า และถ้าหาก Kevin Warsh ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานเฟดคนใหม่ตามที่รัฐบาลต้องการจริงๆ เราอาจได้เห็นนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างดุดัน ซึ่งสภาพคล่องที่ล้นระบบนี้เองจะเป็นเชื้อเพลิงชั้นยอดที่ช่วยส่งให้ราคา Bitcoin ทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ได้อย่างไม่ยากเย็นครับ