สรุปบทความ
- Aswath Damodaran ปรมาจารย์ด้านการลงทุน VI พิสูจน์ให้เห็นว่าหลักการลงทุนแบบหุ้นเน้นคุณค่าสามารถใช้กับหุ้นเทคโนโลยีได้ผ่านการเข้าซื้อหุ้น Nvidia (NVDA) และ Intel (INTC)
- กรณีศึกษาการเข้าซื้อ INTEL เขาใช้สมมติฐานแบบอนุรักษ์นิยมสุดๆ รายได้โตแค่ 3% อัตรากำไร 25% ไม่เอาความคาดหวังเรื่อง AI เข้ามาใส่ในการประเมินเลย โดยมองว่าการเติบโตจากเทรนด์ใหม่ๆ คือ “ของแถม”
- หัวใจของหุ้นเติบโต การประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้ต้องระวังเรื่องการเติบโตที่ลดลงตามขนาดธุรกิจ สิ่งสำคัญคือ การหาบริษัทที่รักษาอัตรากำไรได้ และรอจังหวะตลาดตกใจตื่นตระหนกเพื่อเข้าซื้อใน “ราคาที่เหมาะสม”
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Aswath Damodaran ปรมาจารย์ด้าน Valuation ชายผู้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าวิถี VI ใช้ทำกำไรกับหุ้นเทคฯ ได้จริง ผ่านเคสการเข้าซื้อหุ้น Nvidia และ Intel ในอดีต โดยเขาเน้นประเมินมูลค่าจากปัจจัยพื้นฐานแบบอนุรักษ์นิยมและมองข้ามความคาดหวังเรื่อง AI เหลือไว้เป็นเพียงแค่ของแถม เพราะธรรมชาติของหุ้นเติบโตล้วนมีวันชะลอตัว ชัยชนะของการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้จึงไม่ใช่การยอมจ่ายแพงเพื่อซื้ออนาคต แต่คือการรอคอยจังหวะที่ตลาดแพนิกเทขายเพื่อเข้าซื้อของดีใน “ราคาที่ใช่” แล้วปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมันต่อไป
ถ้าหากพูดถึงการลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ “Value Investing (VI)” หลายคนมักจะเบือนหน้าหนีเมื่อต้องเอามาจับคู่กับ “หุ้นเทคโนโลยี” ในยุคนี้ แต่ Aswath Damodaran ปรมาจารย์ด้านการประเมินมูลค่าหุ้นจากมหาลัย NYU Stern ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า แก่นแท้ของ VI ไม่เคยล้าสมัยหากผู้ใช้เข้าใจหลักการอย่างถ่องแท้
Aswath Damodaran คือ คนที่กดซื้อหุ้น Nvidia (NVDA) ที่ราคา $5 มาตั้งแต่ปี 2018 ก่อนที่โลกจะรู้จักกับคำว่า AI อย่างแพร่หลาย และล่าสุดกับแนวทางการเข้าประเมินมูลค่าหุ้น INTEL (INTC) ที่เน้นย้ำถึงปรัชญาสำคัญ นั่นคือ การวิเคราะห์ปัญหาธุรกิจด้วยเหตุผล คาดการณ์ด้วยตัวเลขที่จับต้องได้ และมองความหวังอันเลื่อนลอยของตลาดให้เป็นเพียงแค่ของแถม
อาจารย์ Damodaran มีกรอบความคิดที่ชัดเจนมากในการเข้าประเมินบริษัทที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤต ดังนี้
เริ่มจากการประเมินขนาดของปัญหาให้ถ่องแท้ อย่างกรณีของ INTEL นั้นถือว่ารุนแรงถึงขั้นขาดทุนหนักและหลุดโผ Top 10 ของวงการเซมิคอนดักเตอร์
จากนั้นเขาจึงค้นหาต้นตอของปัญหาเพื่อแยกระหว่างปัญหาเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรมกับปัญหาเฉพาะตัวของบริษัท ซึ่งในยุคที่ AI กำลังเติบโต อุตสาหกรรมชิปไม่ได้อยู่ในขาลง ปัญหาจึงเกิดจาก INTEL เองโดยตรง สิ่งนี้มีความหมายแฝงว่าหากบริษัทแก้เกมได้ถูกจุดก็พร้อมกลับเข้าสู่สนามแข่งได้เสมอ
นอกจากนี้ ยังต้องวิเคราะห์แผนการรับมือของผู้บริหารว่า บริษัทกำลังทำลายตัวเอง ปล่อยไหลตามน้ำ หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ ซึ่งในจังหวะนั้น INTEL เลือกที่จะประคองตัวและพยายามวิ่งตามคู่แข่ง
เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างปัญหาเสร็จสิ้น หัวใจสำคัญคือ การประเมินมูลค่าบนโลกแห่งความเป็นจริง อาจารย์ Damodaran เลือกที่จะไม่ใส่ตัวเลขการเติบโตแบบก้าวกระโดดลงไปในโมเดล แต่ใช้สมมติฐานแบบอนุรักษ์นิยม โดยให้รายได้เติบโตเพียง 3% และมีอัตรากำไรที่ 25% ซึ่งเป็นเพียงค่าเฉลี่ยระดับต่ำของบริษัทในอดีต
ผลลัพธ์ที่ได้คือ มูลค่าที่เหมาะสมหรือ “Intrinsic Value” ออกมาที่ $24 ซึ่งยังคงสูงกว่าราคาตลาดในขณะนั้นที่ร่วงลงไปเหลือ $19 (ราคาปัจจุบันอยู่แถว $80)
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ เขาไม่นำเทรนด์ AI เข้ามาบวกเพิ่มในโมเดลการประเมินมูลค่าเลยแม้แต่น้อย ภายใต้กรอบความคิดที่ว่า หากบริษัทฟื้นตัวกลับสู่ระดับปกติได้ นั่นคือกำไรแล้ว แต่หากโชคดีจับกระแส AI ได้ทัน นั่นจะถือเป็นของแถมที่ตลาดมอบให้
เคล็ดลับการประเมินมูลค่าหุ้นบริษัทเติบโต
ในหนังสือ The Little Book of Valuation อาจารย์ Damodaran ได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประเมินบริษัทเติบโตไว้ว่า หุ้นกลุ่มนี้มักมีงบการเงินที่ผันผวนและมีข้อมูลให้วิเคราะห์น้อย
ถ้าเราจะเข้าไปลุยกับบริษัทที่กำลังโต เราต้องเข้าใจธรรมชาติของบริษัทเหล่านี้บริษัทกลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะตัวที่ทำให้การประเมินมูลค่าปราบเซียนนักลงทุนมานักต่อนัก นั่นคือ ฐานะการเงินมักจะมีความผันผวนสูง ตัวเลขกำไรกับมูลค่าทางบัญชี มักจะแตกต่างกันและเปลี่ยนแปลงได้มหาศาล แถมข้อมูลในอดีตก็มักจะมีให้ดูน้อยและไม่ค่อยสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ หากสังเกตให้ดี บริษัทเติบโตมักจะใช้หนี้สินน้อยกว่าบริษัทที่อิ่มตัวแล้ว และมักจะมีมูลค่าตลาดสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีไปมาก เพราะตลาดได้ “ซื้ออนาคต” และตีมูลค่าความคาดหวังเข้าไปในราคาหุ้นเรียบร้อยแล้ว
ความท้าทายของการประเมินมูลค่าหุ้นบริษัทเติบโต
ปัญหาโลกแตกของการมูลค่าที่แท้จริง สำหรับหุ้นกลุ่มนี้คือ “เราจะรู้ได้ยังไงว่าบริษัทอยู่ตรงไหนของวงจรชีวิตธุรกิจ?” เพราะอัตราการเติบโตมันไม่ได้คงที่ตลอดไป ต่อให้เป็นบริษัทที่เติบโตสูงมาก สุดท้ายการเติบโตในอนาคตก็จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเทียบกับในอดีตด้วย 2 เหตุผลหลัก
ข้อแรกคือ ไม่มีบริษัทไหนที่สามารถรักษายอดขายให้โตระดับ 80% ไปได้ตลอดกาล
ข้อต่อมาคือ ความหอมหวานของการเติบโตจะดึงดูดคู่แข่งให้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งเค้กเสมอ ซึ่งสุดท้ายจะมากดดันการเติบโตอยู่ดี
ดังนั้น หากเราใช้แบบจำลองคิดลดกระแสเงินสด (DCF) เราจึงต้องปรับเปลี่ยนคาดการณ์อัตราการเติบโตและค่าใช้จ่ายให้สะท้อนความจริงตามช่วงเวลา ไม่ใช่ลากเส้นตรงยาว ๆ ไปในอนาคต
สิ่งที่น่าสนใจคือ อาจารย์ดาโมดารันชี้ให้เห็นว่า หากใครที่คิดจะลงทุนในหุ้นเติบโตให้มองหาการเข้าซื้อในราคาที่ใช้หรือ “The Right Price”
ท่องเอาไว้เลยว่า “บริษัทเติบโตแบบไร้ที่ติจะกลายเป็นการลงทุนที่แย่ทันที ถ้าเราเข้าซื้อในราคาที่ไม่ถูกต้อง” เราอาจจะลองใช้เครื่องมือชี้วัดอย่าง PEG Ratio มาช่วยคัดกรองความถูกแพงเบื้องต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการไปไล่ราคาบนยอด แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้างก็ตาม
อีกหนึ่งข้อคิดสำคัญคือ บริษัทเติบโตชั้นยอด ก็มีวันที่ทำให้ตลาดผิดหวังได้เหมือนกัน บางทีอาจจะทำกำไรได้ไม่ถึงเป้าหมายสูงลิบที่ตลาดคาดหวังไว้ พอมันเกิดขึ้น นักลงทุนมักจะมีปฏิกิริยารุนแรงเกินจริงและเทขายหุ้นออกมาจนราคาดิ่งลงต่ำกว่าปกติ ช่วงเวลาเหล่านั้นคือ “โอกาสทอง” ให้เราเข้าไปเลือกซื้อบริษัทชั้นยอดในราคาที่เหมาะสม แล้วค่อยให้เวลาทำงานของมันต่อไป
มุมมองผู้เขียน: เนื้อหาในบทความนี้เป็นเพียงการสรุปข้อมูลที่อยู่ในหนังสือ The Little Book of Valuation เท่านั้น สำหรับใครที่ต้องการนำศาสตร์การประเมินมูลค่านี้ไปปรับใช้กับพอร์ตการลงทุนจริง ขอแนะนำให้หาเวลาศึกษาเนื้อหาฉบับเต็มให้จบสักรอบ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและเฉียบคมก่อนตัดสินใจลงสนาม
ที่มา:lucidtrader
