สรุปข่าว
- Morgan Stanley เตรียมเปิดให้ลูกค้าซื้อขาย Bitcoin, Ethereum และ Solana แบบ Spot บนแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งในปี 2026 ผ่านความร่วมมือกับ Zerohash
- นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดตัวกระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับสินทรัพย์ที่แปลงเป็นโทเค็น (tokenized assets) ในครึ่งหลังของปี 2026 และกำลังขอใบอนุญาต Digital Trust จาก OCC เพื่อให้ดูแลสินทรัพย์คริปโตได้โดยตรง
- ก่อนหน้านี้ Morgan Stanley เปิดตัว Spot Bitcoin ETF (MSBT) ไปแล้วเมื่อเดือนเมษายน 2026 ถือเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งแรกในสหรัฐฯ ที่ทำเช่นนี้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ธนาคารระดับ Morgan Stanley ขยายการเข้าถึงคริปโตในแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนต่อตลาด เพราะจะเปิดประตูให้นักลงทุนสถาบันและลูกค้าที่มีทรัพย์สินสูงเข้าถึงคริปโตได้ง่ายขึ้น การผสานทั้ง Spot trading, Tokenized assets และ ETF ไว้ในแพลตฟอร์มเดียวยังสะท้อนว่าสถาบันการเงินกระแสหลักมองคริปโตเป็นสินทรัพย์ถาวร ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราวอีกต่อไป
ตามรายงานจาก Cointelegraph Morgan Stanley กำลังเตรียมเปิดให้บริการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีแบบ Spot บนแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งของตนในปี 2026 โดยครอบคลุมทั้ง Bitcoin, Ethereum และ Solana พร้อมกับการขยายบริการด้านสินทรัพย์ที่แปลงเป็นโทเค็น (tokenized assets) และการผสาน ETF เข้าไปในระบบ ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันระบุว่าการซื้อขาย Spot บนแพลตฟอร์ม E*Trade จะเริ่มในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ผ่านความร่วมมือกับ Zerohash ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลที่ Morgan Stanley ได้เข้าลงทุนไปด้วย ขณะที่กระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับสินทรัพย์โทเค็นจะเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
จากกองทุน ETF สู่การเทรดโดยตรง ยุทธศาสตร์คริปโตของ Morgan Stanley
Morgan Stanley เดินหน้าสู่โลกคริปโตอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมาตลอดปี 2026 โดยเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัว Spot Bitcoin ETF ของตนเองภายใต้ชื่อ MSBT บนตลาด NYSE Arca ทำให้กลายเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งแรกของสหรัฐฯ ที่มี Spot Bitcoin ETF เป็นของตัวเอง โดยตั้งค่าธรรมเนียมไว้ที่ 0.14% ต่อปี ซึ่งถูกที่สุดในตลาด ณ ขณะนั้น
Amy Oldenburg หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ Morgan Stanley ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมว่า บริษัทกำลังอยู่ระหว่างขอใบอนุญาต Digital Trust จาก U.S. Office of the Comptroller of the Currency (OCC) ซึ่งหากได้รับอนุมัติจะช่วยให้ธนาคารสามารถดูแลสินทรัพย์คริปโตได้โดยตรงและเปิดให้ซื้อขาย Spot บนแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งของตนได้อย่างเต็มรูปแบบ
Tokenization คือหัวใจสำคัญของแผนระยะยาว
นอกจากการซื้อขาย Spot แล้ว Morgan Stanley ยังประกาศให้การแปลงสินทรัพย์จริงเป็นโทเค็น (RWA tokenization) เป็นหนึ่งในจุดเน้นทางธุรกิจหลักทั่วโลก โดย Jedd Finn หัวหน้าฝ่ายบริหารความมั่งคั่งระบุว่า กระเป๋าเงินดิจิทัลที่จะเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะรองรับทั้งคริปโตหลักอย่าง Bitcoin, Ethereum และ Solana รวมถึงสินทรัพย์ในโลกจริงที่แปลงเป็นโทเค็นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร หรืออสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีแผนนำหุ้นในรูปแบบโทเค็นเข้าสู่ระบบการซื้อขายทางเลือกของบริษัทในช่วงปลายปี 2026 ด้วย
Sharon Yeshaya ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Morgan Stanley ก็ได้ย้ำเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า เครื่องมือ on-chain สามารถเร่งการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์และปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์การให้กู้ยืมได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Morgan Stanley มองบล็อกเชนเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในอนาคต ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เสริม
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Morgan Stanley เปิดตัว Spot Bitcoin ETP ของตัวเอง ดึงเงินเข้ากว่า $30 ล้านวันแรก และ Morgan Stanley เปิดกองทุนตลาดเงินรับทุนสำรอง Stablecoin ตาม GENIUS Act ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต่อเนื่องมาตลอดปี
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า การเดินหน้าของ Morgan Stanley ครั้งนี้น่าสนใจมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะไม่ใช่แค่การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ ตั้งแต่ ETF, กระเป๋าเงินดิจิทัล, การซื้อขาย Spot, ไปจนถึงการขอใบอนุญาตดูแลสินทรัพย์โดยตรง สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือผลการขอใบอนุญาต Digital Trust จาก OCC ว่าจะออกมาเมื่อไหร่ เพราะนั่นคือตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่า Morgan Stanley จะเปิด Spot trading ได้จริงเมื่อไหร่ และถ้าสำเร็จ ธนาคารขนาดใหญ่รายอื่นก็คงรีบตามมาไม่ช้า
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI

