bitkub-banner

ปริมาณการซื้อขาย Call Option ของ S&P 500 พุ่งทำสถิติ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลอย่างไรต่อ Bitcoin

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังร้อนแรงจนเกิดสัญญาณของการเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ Bitcoin เนื่องจากนักวิเคราะห์พบว่าการพุ่งขึ้นของคริปโตในช่วงนี้มีความเชื่อมโยงกับการเปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุนใน Wall Street
  • ปริมาณการซื้อขาย Call Option ของดัชนี S&P 500 พุ่งสูงถึง 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 60% ของกิจกรรมทั้งหมด ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่เกือบจะเทียบเท่ากับมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรมคริปโตทั้งระบบ
  • แม้จะเป็นสัญญาณบวกที่อาจดันให้ราคา Bitcoin สูงขึ้นตาม แต่การกระจุกตัวของนักลงทุนฝั่งกระทิง (Overcrowded trade) ก็สร้างความกังวลว่าตลาดอาจเกิดการเทขายอย่างรุนแรงหากโมเมนตัมสะดุดลง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

แม้กระแสเงินทุนมหาศาลที่แห่เก็งกำไรขาขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเป็นแรงส่งเชิงบวกให้กับ Bitcoin แต่การที่นักลงทุนเทน้ำหนักไปในทิศทางเดียวกันมากเกินไปก็สร้างความเสี่ยงที่ตลาดอาจเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังร้อนแรงในระดับที่ส่งสัญญาณถึงความบ้าคลั่งในการเก็งกำไร ซึ่งเรื่องนี้สำคัญต่อ Bitcoin มาก เพราะนักวิเคราะห์มองว่าการพุ่งทะยานของคริปโตในช่วงที่ผ่านมามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการกล้าเสี่ยงที่มากขึ้นของนักลงทุนบน Wall Street

สัญญาณความร้อนแรงนี้มาจากตลาด Options ที่ผูกกับดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นสัญญาอนุพันธ์ที่เปิดให้นักเทรดสามารถเดิมพันหรือป้องกันความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของดัชนีได้ โดย Call Option คือการเดิมพันว่าดัชนีจะพุ่งทะลุราคาที่ตั้งไว้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด ในขณะที่ Put Option จะทำหน้าที่ตรงกันข้ามเพื่อป้องกันความเสี่ยงเวลาที่ดัชนีร่วงลง

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ข้อมูลจาก Zero Hedge ระบุว่ากระดานเทรดอนุพันธ์ฝั่งหุ้นสหรัฐฯ มียอดซื้อขาย Call Option บนดัชนี S&P 500 สูงถึง 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น 60% ของกิจกรรมการเทรด Options ทั้งหมดของ S&P 500 ลองนึกภาพตามง่ายๆ ว่าเม็ดเงินก้อนนี้เกือบจะเท่ากับมูลค่าตลาดรวมของโลกคริปโตทั้งใบที่ 2.73 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมเอาเหรียญหลายพันสกุลโดยมี Bitcoin เป็นพี่ใหญ่เสียด้วยซ้ำ

พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่กำลังวางหมากเพื่อรอรับกำไรจากขาขึ้นผ่านการซื้อ Call Option กันอย่างคึกคัก

ถ้ามองผิวเผิน ผลกระทบที่จะเกิดกับ Bitcoin ถือว่าเป็นผลบวกเต็มๆ เพราะกระแสการเก็งกำไรที่ล้นหลามใน S&P 500 อาจลามมาถึงฝั่งคริปโตและช่วยดันมูลค่าให้สูงขึ้นตามไปได้ อย่าลืมว่าการที่ S&P 500 และ Nasdaq บวกแรงเป็นตัวเลขสองหลักตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ก็เป็นแรงส่งสำคัญที่ลากราคา Bitcoin จากระดับต่ำกว่า 70,000 ดอลลาร์ขึ้นไปแตะ 80,000 ดอลลาร์ได้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

QCP Capital อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจตอนที่ BTC เบรกทะลุ 80,000 ดอลลาร์เมื่อต้นสัปดาห์ว่า “หลังจากผ่านเดือนเมษายนมาได้อย่างสวยงาม BTC ก็เปิดหัวเดือนพฤษภาคมด้วยฐานที่มั่นคงและพุ่งทะลุ 80,000 ดอลลาร์ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม ทรงกราฟนี้ดูจะล้อไปกับตลาดหุ้น ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่าง BTC กับหุ้นสหรัฐฯ กำลังไต่กลับไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 2023 ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามันกลับมาเชื่อมโยงกับกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงในภาพกว้างอีกครั้ง”

แต่ถึงอย่างนั้น การที่นักลงทุนเทใจไปฝั่งกระทิงของ S&P 500 มากเกินไปก็เริ่มทำให้เกิดเสียงเตือนบนโซเชียลมีเดีย โดยหลายคนมองว่านี่คือสัญญาณของ Overcrowded trade หรือการกระจุกตัวของการลงทุน การที่คนแห่ไปอยู่ฝั่งเดียวกันมากเกินไป จะทำให้ตลาดมีความเปราะบางและเสี่ยงที่จะเกิดการเทขายปรับฐานอย่างรุนแรงหากโมเมนตัมราคาเริ่มหมดแรง

และนี่ก็ไม่ใช่แค่การตื่นตูมในโลกออนไลน์ เพราะรายงานข่าวยังอ้างอิงถึงนักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ที่นิยามสภาวะตลาดตอนนี้ว่ากำลังอยู่ใน “โหมดไล่ราคาแบบกึ่งไร้เหตุผล” (Semi-irrational chasing mode) ซึ่งเป็นคำล้อเลียนความร้อนแรงของตลาดหุ้นที่ถูกปั่นด้วยหุ้นกลุ่ม Semiconductor

แถมโมเมนตัมขาขึ้นของดัชนี PHLX Semiconductor Sector (SOX) ใน Nasdaq เมื่อวัดด้วยค่า RSI รอบ 14 สัปดาห์ ยังทำสถิติแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 1999 ตามข้อมูลจาก TradingView อีกด้วย

ภาพทั้งหมดนี้กำลังบอกใบ้ถึงความบ้าคลั่งในการเก็งกำไรขั้นสุด ซึ่งถ้าฟองสบู่ความตื่นเต้นนี้แตกเมื่อไหร่ ความผันผวนในช่วงขาลงก็พร้อมจะลุกลามมาเทกระจาดใส่ Bitcoin และตลาดคริปโตภาพรวมได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน เพราะตอนนี้ทั้งสองตลาดมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกแล้ว คงต้องจับตากันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาหน้าไหน

ที่มา: coindesk


มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าการที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับ Bitcoin กลับมามีความสัมพันธ์สอดคล้องกันอีกครั้ง ถือเป็นดาบสองคมสำหรับนักลงทุนคริปโตครับ ในแง่ดีคือถ้าหุ้นยังไปต่อ กระแสเงินสดก็จะล้นทะลักเข้ามาดันราคา BTC ให้พุ่งทะยานได้ไม่ยาก แต่ในแง่ร้ายคือการที่ฝั่ง Options ของ S&P 500 มีคนไปดัก Call ไว้เยอะขนาดนี้ มันเปรียบเสมือนการวางระเบิดเวลา ถ้ามีข่าวร้ายมากระตุกแค่ครั้งเดียว ตลาดอาจเกิดการ Panic Sell แบบโดมิโนได้ทันที สำหรับนักเทรดในช่วงนี้ การบริหารความเสี่ยงและตั้งจุดตัดขาดทุนเผื่อกรณีตลาดหุ้นพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ น่าจะเป็นเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุดครับ