bitkub-banner

หรือจะมีดีลลับ? ข้อมูลเผย 40% ของผู้บริหารที่ไปเยือนจีนเอี่ยวคริปโต

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดเยือนจีนวันที่ 13-15 พฤษภาคม เพื่อหารือกับ ปธน.สี จิ้นผิง โดยมีผู้บริหารจาก 17 บริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ
  • หัวข้อการสนทนาหลักจะเน้นเรื่องธุรกิจ,การค้า และความมั่นคง แต่พบว่า 40% ของบริษัทที่ร่วมเดินทางมีความเกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซี
  • ต่างประเทศคาดการณ์ว่าหากการเจรจาเป็นไปด้วยดี คริปโตอาจได้รับแรงส่งในฐานะสินทรัพย์เสี่ยง แต่หากสถานการณ์ตึงเครียดเหมือนปีก่อนหน้า อาจส่งผลให้ราคาร่วง

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ประธานาธิบดีทรัมป์เตรียมเดินทางเยือนจีนในวันที่ 13-15 พฤษภาคมนี้เพื่อหารือด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีร่วมกับ ปธน.สี จิ้นผิง โดยความน่าสนใจอยู่ที่คณะผู้บริหาร 17 บริษัทที่ร่วมเดินทาง ซึ่งกว่า 40% เป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีอย่างชัดเจน อาทิ BlackRock และ Tesla แม้ว่าวาระการประชุมอย่างเป็นทางการจะมุ่งเน้นไปที่หัวข้ออื่น แต่เหล่านักลงทุนยังคงเฝ้าระวังผลกระทบต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากทิศทางของการเจรจาอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดสภาวะของตลาดคริปโตในระยะสั้น ตามเป้าหมายของทรัมป์ที่ต้องการรักษาความได้เปรียบในอุตสาหกรรมนี้เหนือประเทศจีน

อ้างอิงจากรายงานก่อนหน้า ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดการที่จะไปเยือนจีนในวันที่ 13-15 พฤษภาคม เพื่อเข้าไปพบปะกับ ปธน.สี จิ้นผิง และพูดคุยหารือในประเด็นเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ หรือ เทคโนโลยี

การไปเยือนจีนครั้งนี้ของทรัมป์นอกจากจะมีตัวแทนจากฝั่งของรัฐบาลแล้ว ทรัมป์ยังได้มีการเชิญผู้บริหารของบริษัทระดับแนวหน้าในสหรัฐฯ ร่วมเดินทางไปด้วยจำนวนทั้งสิ้น 17 บริษัทที่มีการยืนยันแล้วจากทำเนียบขาวอันประกอบไปด้วย:

อุตสาหกรรมเทคโนโลยี/เซมิคอนดักเตอร์/อิเล็กทรอนิกส์ 

  • Apple (Tim Cook)
  • Cisco (Chuck Robbins)
  • Coherent (Jim Anderson)
  • Illumina (Jacob Thaysen)
  • Meta (Dina Powell McCormick)
  • Micron (Sanjay Mehrotra)
  • Qualcomm (Christiano Amon)
  • Tesla / SpaceX (Elon Musk)

การเงิน/ธนาคาร/การลงทุน

  • Blackrock (Larry Fink)
  • Blackstone (Stephen Schwarzman)
  • Citi (Jane Fraser)
  • Goldman Sachs (David Solomon)
  • Mastercard (Michael Miebach)
  • Visa (Ryan McInerney)

อวกาศ/การบิน 

  • Boeing (Kelly Ortberg)
  • GE Aerospace (H Lawrence Culp)

อุตสาหกรรมอื่น ๆ 

  • Cargill (Brian Sikes) — ธุรกิจการเกษตรและอาหาร

รายชื่อที่เปิดเผยออกมานั้นเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่ไม่มีชื่อของ Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia อยู่ในลิสต์รายชื่อ แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือเกือบ 40% ของบริษัทที่ทรัมป์พาไปล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงตัวทรัมป์เอง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ BlackRock เพราะพวกเขาคือ ผู้อยู่เบื้องหลังกองทุน spot Bitcoin ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตามด้วย Tesla ที่มีการถือครอง Bitcoin กว่า 11,509 BTC ในขณะที่ Visa และ Mastercard เองก็มีการเดินเกมรุกในฝั่งของ Stablecoin

สื่อข่าวต่างประเทศคาดการณ์ว่า หากการเจรจากับจีนเป็นไปได้ด้วยดี และความตึงเครียดในตลาดลดลง คริปโตอาจได้รับแรงส่งพุ่งขึ้นสูงเนื่องจากเป็นสินทรัพย์เสี่ยง แต่ถ้าหากสถานการณ์พลิกผันเกิดประเด็นใหม่ก็อาจทำให้ราคาร่วงอย่างรุนแรงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นตอนที่ทรัมป์ประกาศสงครามภาษีนำเข้าเมื่อปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าคริปโตจะเป็นหนึ่งในประเด็นสนทนา โดยในขณะนี้มีการระบุว่าหัวข้อที่จะมีการหารือจะเน้นไปยังเรื่องข้อตกลงในการจัดซื้อเครื่องบิน, ถั่วเหลือง, เซมิคอนดักเตอร์ และปรับปรุงกฎการส่งออกสินค้า รวมถึงการหาแนวทางให้จีนสามารถลงทุนในสหรัฐฯได้ 

ด้วยเหตุนี้ ความชัดเจนเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลจึงยังไม่กระจ่างชัด แม้ทรัมป์เองจะเคยยืนยันว่าสหรัฐฯ จะต้องเป็นเมืองหลวงคริปโตของโลกไม่ยอมปล่อยให้จีนสามารถแซงหน้าได้โดยเด็ดขาด

ที่มา: Beincrypto


มุมมองผู้เขียน : แม้จีนกับคริปโต (Bitcoin) จะไม่ถูกกันและคิดว่าไม่น่าจะมีการหารือในประเด็นดังกล่าว แต่จีนมีความก้าวหน้าเรื่องหยวนดิจิทัลมาก การนำ Visa, Mastercard และยักษ์ใหญ่การเงินไปด้วยคราวนี้อาจมีแววลุ้นได้กลายเป็นการเจรจาเพื่อ สร้างมาตรฐานการชำระเงินด้วย Stablecoin อิงดอลลาร์ในเอเชียไม่ให้ดอลลาร์ถูกลดบทบาทลง และอาจเป็นการบีบจีนทางอ้อมให้ล้มเลิก CBDC และหันมาแข่งด้วย Stabelcoin แทน