สรุปข่าว
- ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับ 5.18% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ส่งผลให้ตลาดกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไว้นานกว่าที่คิด
- นักวิเคราะห์กำลังถกเถียงกันถึงรูปแบบ Sell in May หรือการเทขายในเดือนพฤษภาคม ซึ่งมักเกิดขึ้นในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับปี 2018 และ 2022 ที่ราคาบิตคอยน์เคยดิ่งลงอย่างรุนแรง
- แม้จะมีสัญญาณขาลง จากตลาดพันธบัตร แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่าโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไป จากการเข้ามาของกองทุน Spot ETF และกฎหมาย Clarity Act อาจช่วยป้องกันไม่ให้ราคาบิตคอยน์เกิดการทรุดตัวลงลึกเหมือนในอดีต
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
บรรยากาศการลงทุนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการกลับมาของทฤษฎีการเทขายครั้งใหญ่ตามฤดูกาลอย่าง ‘Sell in May’
จากข้อมูลล่าสุดที่ระบุว่า ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีของสหรัฐฯ ขยับขึ้นไปแตะระดับ 5.18% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุด นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2550 หรือในรอบ 19 ปี
สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองหาทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่แน่นอนและปลอดภัยกว่า ในภาวะที่เงินเฟ้อยังคงเร่งตัว
สัญญาณอันตรายจากปีเลือกตั้งกลางเทอม
ในขณะที่ประวัติศาสตร์ของบิตคอยน์ ก็มักจะพบกับความผันผวนอย่างรุนแรงในเดือนพฤษภาคมของปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ทำให้เหล่านักวิเคราะห์คริปโตเคอร์เรนซี ต่างมีความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่ายว่า ตลาดจะเผชิญกับแรงเทขายครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคมหรือไม่
หากย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม ปี 2018 ราคาบิตคอยน์เคยร่วงจาก 10,000 ดอลลาร์ลงมาเหลือเพียง 7,000 ดอลลาร์ และในเดือนพฤษภาคม ปี 2022 ราคาบิตคอยน์ก็เคยดิ่งลงเกือบ 30% จาก 40,000 ดอลลาร์ลงไปอยู่ที่ 28,500 ดอลลาร์ ภายในเดือนเดียว
และเนื่องจากปี 2026 นี้ เป็นปีตลาดหมีที่ตรงกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ พอดี ทำให้เกิดความกังวลว่า ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย
โดยนักวิเคราะห์ Merlijn Enkelaar เตือนว่า ราคาบิตคอยน์มีความเสี่ยงที่จะร่วงลงไปแตะระดับ 33,000 ดอลลาร์ แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากความคืบหน้าของกฎหมาย CLARITY Act หรือท่าทีที่เป็นมิตรต่อคริปโตจากรัฐบาลทรัมป์ก็ตาม
ขณะที่ Joao Wedson ซีอีโอของ Alphractal กล่าวเสริมว่า หากราคาบิตคอยน์ยังยืนเหนือระดับ 78,000 ดอลลาร์ไม่ได้ ตลาดก็มีโอกาสสูง ที่จะเข้าสู่เฟสยอมจำนนรอบใหม่
โดยปัจจุบันราคาบิตคอยน์ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 76,740 ดอลลาร์ ราคาลดลงกว่า 5.23% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

โครงสร้างตลาดเปลี่ยนไป ปัจจัยบวกใหม่ที่อาจเปลี่ยนเกม
แม้สัญญาณทางสถิติจะดูน่ากลัว แต่นักวิเคราะห์อีกกลุ่ม กลับมองว่าตลาดคริปโตในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
Jeff Ko หัวหน้านักวิเคราะห์จากกระดานเทรด CoinEx แสดงความเห็นหักล้างแนวคิดข้างต้น โดยระบุว่า แม้ปีในการเลือกตั้งกลางเทอมจะตรงกับตลาดหมี จนทำให้นักเทรดบางกลุ่มเหมารวมว่า ปี 2026 จะเกิดเหตุการณ์ “Sell in May” อีกครั้ง
แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังการดิ่งลงของราคาในอดีต ล้วนมีปัจจัยมหภาคเฉพาะตัว ที่ขับเคลื่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากคดี Mt. Gox, การปราบปราม ICO ของจีน, การคุมเข้มนโยบายการเงินของ Fed หรือแม้แต่การล่มสลายของ Terra และ FTX ดังนั้น “สาเหตุที่ทำให้ตลาดร่วง เป็นเพราะวิกฤตเฉพาะตัวต่างหาก”
Jeff Ko เชื่อว่า ราคาบิตคอยน์จะไม่ร่วงลงอย่างรุนแรงถึง 70% – 80% เหมือนวัฏจักรก่อน ๆ เนื่องจากโครงสร้างตลาดในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากการเกิดขึ้นของกองทุน Spot ETF, การนำบิตคอยน์ไปเป็นทุนสำรองของบริษัทเอกชน และการผลักดันกฎหมาย CLARITY Act ผ่านสภาคองเกรส ได้ช่วยขยายและยกระดับฐานผู้ซื้อ ให้ไปสู่ระดับสถาบันอย่างมีนัยสำคัญ
Jeff Ko มองว่า หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจระดับมหภาค หรือมีเม็ดเงินลงทุนไหลออกจากกองทุน ETF อย่างรุนแรง ราคาบิตคอยน์ก็อาจร่วงลงไปพักฐานที่ช่วงกลาง 60,000 ดอลลาร์ หรือปลาย 50,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่พอรับมือได้
แต่การจะดิ่งกลับไปถึง 33,000 ดอลลาร์นั้น จำเป็นต้องมีระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินส่วนใดส่วนหนึ่งพังทลายลงจริงๆ ไม่ใช่แค่การร่วงลงตามฤดูกาลในอดีต
ระดับแนวรับสำคัญที่ห้ามหลุด
ทางด้าน Michaël van de Poppe ผู้ก่อตั้ง MN Fund ก็แสดงมุมมองในเชิงบวกเช่นกัน โดยระบุผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ว่า พฤติกรรมราคาของบิตคอยน์ในปัจจุบัน “ไม่ได้ส่งสัญญาณว่า จะทำจุดต่ำสุดใหม่” แต่มันคือการสร้างฐาน และพักตัว หลังจากที่ราคาได้พุ่งทะยานขึ้นมา ก่อนหน้านี้ถึง 40%
อย่างไรก็ตาม Michaël van de Poppe ได้ให้ข้อควรระวังว่า ระดับราคาบิตคอยน์ที่ 76,000 ดอลลาร์ ถือเป็นแนวรับสำคัญอย่างยิ่งที่กำลังช่วยพยุงตลาดไม่ให้ดิ่งลงลึกกว่าเดิม ซึ่งหากบิตคอยน์เกิดหลุดแนวรับนี้ไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ตลาดจะเข้าสู่สภาวะขาลง เพื่อไปทดสอบกรอบแนวรับถัดไปที่ต่ำกว่าเดิมในระยะสั้น
ที่มา : cointelegraph
มุมมองผู้เขียน : การที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งทะลุ 5.18% เป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ยุคดอกเบี้ยต่ำอาจจะยังไม่กลับมาในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งตลาดคริปโตต้องเจอกับบททดสอบครั้งใหญ่ระหว่างแรงกดดันจากมหภาค กับความแข็งแกร่งของเม็ดเงินสถาบัน ราคาบิตคอยน์อาจจะไม่ได้ร่วงลงหนักถึงระดับ 30,000 ดอลลาร์ตามสถิติเก่า เพราะฐานผู้ซื้อในปัจจุบันมีความหลากหลายกว่าเดิมมาก แต่การปรับฐานในเดือนพฤษภาคมนี้ ถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

