สรุปข่าว
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเชื่อว่า USDT-USDC ปลอดภัยเหมือนเงินสด ถือเป็นความเสี่ยงขั้น มหันตภัย ที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียทางการเงินอย่างรุนแรง
- USDT และ USDC ไม่ควรถูกจำกัดความว่าเป็น Stablecoinเนื่องจากมีโครงสร้างทางโทเคนโนมิกส์เปราะบาง และกำลังทำตัวคล้ายกองทุนเก็งกำไรมากกว่า
- ข้อวิจารณ์หลักมุ่งเป้าไปที่การถือสินทรัพย์ผันผวนสูงของ Tether พร้อมหยิบยกอดีตกรณีที่ USDC เคยหลุดมูลค่าที่ตรึงไว้ถึง 13% มาเตือนถึงความเสี่ยง
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
Christoph Hock ผู้บริหารฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ Union Investment กองทุนระดับแถวหน้าของเยอรมนี ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยว่าเหรียญสเตเบิลคอยน์ยอดนิยมอย่าง USDT และ USDC ไม่มีความมั่นคงทางโครงสร้างเนื่องจากทำตัวคล้ายเฮดจ์ฟันด์นำทุนสำรองไปผูกกับความผันผวนของตลาดคริปโตอาจทำให้ระบบโทเคนโนมิกส์เปราะบางจนเกิดวิกฤตขาดสภาพคล่องและหลุดตรึงมูลค่าได้ เหมือนเช่นเหตุการณ์ในอดีตของ USDC ในช่วงวิกฤตธนาคาร SVB ล้มละลาย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเตือนสถาบันการเงินระดับโลกให้หยุดใช้เหรียญเหล่านี้ในการชำระดุลเงินสดข้ามคืน ก่อนจะสร้างความเสียหายระดับมหันตภัยให้แก่ระบบการเงินดั้งเดิมได้
ในวงการคริปโตเคอร์เรนซี USDT และ USDC อาจถูกยกย่องว่าเป็นเหรียญ stablecoins ที่มีความเสถียรมากที่สุด แต่ผู้จัดการกองทุนที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศเยอรมนีกลับวิจารณ์ว่า เหรียญทั้งสองอาจไม่มั่นคงอย่างที่ทุกคนคิด
ในงาน Digital Money Summit 2026 ที่กรุงลอนดอน Christoph Hock ผู้บริหารฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลและ tokenization ของ Union Investment ได้แสดงความเห็นว่าเหรียญของทาง Tether และ Circle นั้นมีมีพฤติกรรมเชิงโครงสร้างที่ดูเหมือนกองทุนเก็งกำไร มากกว่าจะเป็นเหรียญที่ผูกมูลค่ากับเงินเฟียตอย่างแท้จริง
Hock กล่าวว่าในมุมมองของเขาเหรียญทั้งสองไม่ได้เข้าข่ายเป็น Stablecoin เลยเนื่องจากหากมองไปยังสินทรัพย์ที่พวกเขาลงทุนแล้วจะเห็นได้ว่าพวกเขามีการตุนทองคำและ Bitcoin เป็นจำนวนมหาศาล นั่นจึงทำให้บริษัทมีความคล้ายคลึงกับเฮดจ์ฟันด์ ทำให้ระบบ Tokenomics ของสเตเบิลคอยน์เหล่านี้มีความเปราะบาง และอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางการเงินของผู้ถือครองได้
เขายกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนขึ้นมาว่า USDC ได้มีการหลุดมูลค่าที่ Peg มากถึง 13% ทำให้ตลาดเกิดการผันผวนเป็นอย่างหนักจนทำให้ไม่มีสภาพคล่องมากพอในการตรึงราคา ซึ่งตอนนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ ธนาคาร Silicon Valley Bank ล้ม
ส่วนทางด้าน Tether ที่ถือทองคำและกว่า 148 ตัน Bitcoin จำนวนมากก็มีความเสี่ยงที่เอางบดุลในคลังของบริษัทไปผูกไว้กับตลาดที่มีความผันผวน ซึ่งเป็นการทำให้เหรียญของพวกเขาไม่ใช่เหรียญที่มั่นคง
Hock ยืนกรานว่า สเตเบิลคอยน์สามารถสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลหากเกิดเหตุการณ์มูลค่าหลุดราคาที่ตรึงไว้ กลายเป็นว่าเหล่าผู้จัดการสินทรัพย์ที่นำเหรียญเหล่านี้มาใช้ในการชำระดุลเงินสดข้ามคืนโดยเข้าใจว่ามันเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยถือเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายขั้นมหันตภัย
ด้วยเหตุนี้กลุ่มผู้เล่นระดับสถาบันจะไม่มีทางที่จะยอมแบกรับความเสี่ยงในระดับนี้ได้อย่างเด็ดขาด โดย Hock กล่าวโจมตีสเตเบิลคอยน์อย่างรุนแรงว่าเป็นการทำลายคำมั่นสัญญาพื้นฐานของตัวเอง ในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกมูลค่าไว้กับเงินตราสกุลปกติ
ที่มา: Coindesk
มุมมองผู้เขียน : ประวัติการหลุด Peg 13% อาจดูไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับความผันผวนของคริปโตแต่สำหรับสถาบันการเงินแล้วความเสี่ยงทางบัญชีระดับนี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายได้เลย และที่สำคัญเลยก็คือนักวิเคราะห์ดูเหมือนพยายามจะสื่อว่า แท้จริงแล้วมูลค่าอาจไม่ได้ตรึงแบบ 1:1 อย่างแท้จริงในเบื้องหลัง ซึ่งถ้าหากวันหนึ่งเกิดการ Bankrun ขึ้นมาจนจ่ายคืนไม่ไหวอาจทำให้ทั้งตลาดล้มครืนได้ในชั่วพริบตา

