bitkub-banner

Larry Fink เทียบ Bitcoin เป็นทองคำ คำชมที่อาจฆ่าวิสัยทัศน์ Satoshi

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Larry Fink ซีอีโอ BlackRock พูดอีกครั้งว่าคริปโตมีบทบาทเหมือนทองคำ ทวีตได้รับการกดไลก์กว่า 283 ครั้งในรอบ 12 ชั่วโมง
  • IBIT ของ BlackRock เงินไหลออก 7 วันติด ล่าสุด 192.34 ล้านดอลลาร์ และมีดีลตลาดมืดขนาด 1.29 พันล้านดอลลาร์ ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ มี.ค. 2024
  • การเปรียบเทียบ Bitcoin กับทองคำ เท่ากับลดสถานะจากเงินสดดิจิทัลตาม Whitepaper เหลือแค่สินทรัพย์เก็งกำไร เหมือนชะตา GLD ETF ที่ครองตลาดทองคำมา 20 ปี

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BEARISH

บทความนี้เป็น bearish ในแง่ปรัชญาและโครงสร้างตลาด เพราะการที่ Bitcoin ถูกตีกรอบเป็นทองคำดิจิทัลและผูกราคาเข้ากับกระแส ETF flows ของ BlackRock ทำให้สูญเสียความเป็นเงินสดดิจิทัลตามวิสัยทัศน์ของ Satoshi อีกทั้งข้อมูลเงินไหลออกของ IBIT 7 วันติด และดีลตลาดมืด 1.29 พันล้านดอลลาร์ บ่งชี้ว่าสถาบันกำลังลดน้ำหนัก Bitcoin ในระยะสั้น

ลองนึกภาพตามผมสักครู่ ถ้าวันหนึ่งผู้บริหารกองทุนใหญ่ที่สุดในโลก ที่ครั้งหนึ่งเคยเรียก Bitcoin ว่า “เครื่องมือฟอกเงิน” กลับมาประกาศกลางเวทีว่า “คริปโตมีบทบาทเหมือนกับทองคำ” คุณจะตีความว่าอย่างไร? ชาว Bitcoin ส่วนใหญ่ตีความว่านี่คือชัยชนะ คือการยอมรับครั้งใหญ่จากวอลล์สตรีท แต่ผมอยากชวนคุณคิดใหม่ เพราะคำพูดของ Larry Fink ซีอีโอ BlackRock ที่กลับมาเป็นไวรัลอีกครั้งบน X ในรอบ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา ไม่ใช่คำชม มันคือคำสารภาพที่อันตรายที่สุดที่ชุมชน Bitcoin กำลังเข้าใจผิด

ทวีตจาก CryptoGoos ที่อ้างอิงคำพูดของ Fink ว่า “There is a role for crypto, in the same way there’s a role for gold” ได้รับการกดไลก์ไปแล้วกว่า 283 ครั้ง และมีบัญชี XRP, Ripple และ Bitcoin Maximalists หลายร้อยบัญชีตีความว่าเป็นสัญญาณบวก แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังฉลอง ข้อมูลอีกด้านกลับเล่าเรื่องที่ตรงกันข้าม IBIT กองทุน Bitcoin ETF ของ BlackRock เพิ่งทำสถิติเงินไหลออก 7 วันติด ล่าสุดวันที่ 26 พ.ค. 2026 ติดลบไปอีก 192.34 ล้านดอลลาร์ และมีดีลในตลาดมืด (Dark Pool) ขนาด 1.29 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเทรด ETF Bitcoin แบบบล็อกใหญ่ที่สุดของสถาบันตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024

Larry Fink BlackRock เทียบ Bitcoin กับทองคำ
ภาพจาก: CryptoGoos (X)

Fink ไม่ได้ชม เขากำลัง “ลดสถานะ” Bitcoin

Fink ไม่ได้ชม เขากำลัง
ภาพจาก AI

ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์กันก่อน Bitcoin Whitepaper ที่เผยแพร่โดย Satoshi Nakamoto เมื่อ 31 ต.ค. 2008 มีชื่อเต็มว่า “Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System” คำสำคัญคือ “Electronic Cash” หรือ “เงินสดอิเล็กทรอนิกส์” ไม่ใช่ “Digital Gold” ไม่ใช่ “Store of Value” และไม่ใช่ “Alternative Asset” วิสัยทัศน์ของ Satoshi คือระบบเงินที่ใช้จ่ายได้แบบ peer-to-peer โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง ไม่ต้องผ่านธนาคาร ไม่ต้องผ่าน BlackRock

แต่สิ่งที่ Fink กำลังทำผ่านการเปรียบเทียบนี้ คือการ “ตัด” ฟังก์ชันของ Bitcoin ในฐานะเงินสดออกไปเรียบร้อย เหลือไว้แค่ฟังก์ชันเดียวคือ “สินทรัพย์เก็งกำไรนิ่งๆ” เหมือนทองคำที่นอนอยู่ในตู้เซฟ ไม่มี cashflow ไม่มี utility ไม่มีการใช้จ่าย คุณซื้อมาเก็บ คุณรอราคาขึ้น คุณขายออก จบ และที่สำคัญที่สุด ในเวอร์ชันของ Fink คุณไม่ได้ถือ Bitcoin จริง คุณถือ “หุ้น IBIT” ที่ BlackRock ถือ Bitcoin ให้คุณอีกที

นี่คือจุดที่ผมอยากให้คุณหยุดคิด คำพูดของ Fink ที่ว่า “คริปโตทำหน้าที่เหมือนทองคำ คือเป็นที่เก็บมูลค่า” ฟังดูเป็นคำชม แต่ในเชิงปรัชญามันคือการประหารชีวิตวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของ Bitcoin Fink ไม่ได้ “ยอมรับ” Bitcoin เขากำลัง “กลืน” Bitcoin ให้กลายเป็นสินค้าอีกชิ้นในชั้นวางของ Wall Street ซึ่งง่ายต่อการจัดการ ง่ายต่อการขาย และที่สำคัญที่สุดคือ ง่ายต่อการ “ควบคุม”

บทเรียนจาก GLD ETF ที่ชาว Bitcoin ไม่กล้ามอง

บทเรียนจาก GLD ETF ที่ชาว Bitcoin ไม่กล้ามอง
ภาพจาก AI

ในปี 2004 มีกองทุน ETF ตัวหนึ่งที่ชื่อ SPDR Gold Shares หรือ GLD เปิดตัวขึ้นในสหรัฐฯ มันคือ ETF ตัวแรกที่หนุนหลังด้วยสินทรัพย์ทางกายภาพ คือทองคำแท่ง แนวคิดของมันเรียบง่าย แทนที่นักลงทุนจะต้องไปซื้อทองคำแท่งมาเก็บเอง ก็แค่ซื้อหุ้น GLD แล้วให้ State Street เก็บทองให้ ฟังดูคุ้นไหม? ใช่ครับ นี่คือโมเดลเดียวกับที่ BlackRock ใช้กับ IBIT เป๊ะๆ

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา GLD ไม่ได้ “ควบคุม” ราคาทองคำโดยตรง แต่มันกลายเป็นกลไกหลักที่กำหนดทิศทางการไหลของเงินทุนสถาบันเข้าสู่ตลาดทองคำ เมื่อ GLD มีเงินไหลเข้า ราคาทองพุ่ง เมื่อ GLD มีเงินไหลออก ราคาทองร่วง นักลงทุนรายย่อยที่ถือ GLD ไม่เคยเห็นทองคำที่ตัวเองถือเลยสักแท่งเดียว และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ตลาดทองคำได้กลายเป็นตลาดที่ “นิ่ง” ไม่มีนวัตกรรม ไม่มีการใช้งานจริง มันคือสินทรัพย์ที่นอนอยู่ในห้องนิรภัยรอวันที่นักลงทุนตัดสินใจขาย

นี่คือชะตากรรมที่ Fink กำลังเตรียมไว้ให้ Bitcoin ลองดูข้อมูลล่าสุดจาก Trader T ที่รายงานว่าวันที่ 26 พ.ค. 2026 Bitcoin Spot ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิรวม 333.61 ล้านดอลลาร์ โดย IBIT ของ BlackRock ครองสัดส่วนการไหลออกถึง 192.34 ล้านดอลลาร์ และนี่คือวันที่ 7 ติดต่อกันของการไหลออก ราคา Bitcoin ในช่วงเดียวกันก็ขยับตามทิศทางเงินของ ETF อย่างชัดเจน

กราฟ Bitcoin Spot ETF แสดงเงินไหลออก 333 ล้านดอลลาร์
ภาพจาก: Trader T (X)

ดูกราฟด้านบนให้ดี แท่งสีแดงคือวันที่เงินไหลออก แท่งสีน้ำเงินคือวันที่เงินไหลเข้า สังเกตว่าตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2025 เป็นต้นมา แท่งแดงเริ่มยาวขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เส้นราคา Bitcoin ที่ลากผ่านกราฟก็ค่อยๆ ไหลลง นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือ “feedback loop” หรือวัฏจักรที่ราคา Bitcoin เริ่มผูกติดกับกระแสเงิน ETF เหมือนที่ทองคำผูกติดกับ GLD มา 20 ปี

ดีลตลาดมืด 1.29 พันล้าน สัญญาณการเข้ายึดของสถาบัน

ดีลตลาดมืด 1.29 พันล้าน สัญญาณการเข้ายึดของสถาบัน
ภาพจาก AI

วันที่ 26 พ.ค. 2026 เวลาประมาณ 21:30 น. ตามเวลาไทย (10:30 AM ET) เกิดเหตุการณ์ที่นักลงทุน Bitcoin หลายคนอาจมองข้าม IBIT มีการเทรดในตลาดมืด (Dark Pool) ขนาดยักษ์ ประมาณ 2.9 สิบล้านหุ้น มูลค่ารวม 1.29 พันล้านดอลลาร์ ที่ราคาประมาณ 43.16 ดอลลาร์ต่อหุ้น นี่คือดีลบล็อกใหญ่ที่สุดของ Bitcoin ETF จากสถาบันตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024

กราฟ IBIT BlackRock แสดงการไหลของเงินทุน
ภาพจาก: Trader T (X)

คำถามที่ต้องถามคือ ใครเป็นคนซื้อ ใครเป็นคนขาย? เราไม่รู้แน่ชัด เพราะตลาดมืดถูกออกแบบมาให้ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน แต่สิ่งที่เรารู้คือ ปริมาณการซื้อขายของ IBIT ในวันนั้นพุ่งไปถึง 3.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงเป็นพิเศษในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และที่น่าสังเกตคือ แม้จะมีการขายขนาดยักษ์ขนาดนี้ ราคา IBIT กลับปิดวันเกือบไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่ามีคนเข้ามารับซื้อในระดับเดียวกัน

นี่คือภาพของตลาดที่ “สถาบัน” คุมเกมเบ็ดเสร็จ การโอนถ่ายเหรียญระดับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นใน blockchain ของ Bitcoin จริง มันเกิดขึ้นในระบบ TradFi ของ Wall Street และอีกข่าวที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้ Borg รายงานว่า BlackRock โอน Bitcoin 6,918 BTC (538.6 ล้านดอลลาร์) และ Ethereum 58,327 ETH (133.6 ล้านดอลลาร์) ไปยัง Coinbase รวมมูลค่า 672 ล้านดอลลาร์ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสัปดาห์

Cypherpunk vs Custodian สงครามที่ Bitcoin กำลังจะแพ้

Cypherpunk vs Custodian สงครามที่ Bitcoin กำลังจะแพ้
ภาพจาก AI

คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในตลาด Bitcoin หลังปี 2024 อาจไม่เคยได้ยินคำว่า “Not your keys, not your coins” ซึ่งเป็นคติประจำของชาว cypherpunk ที่สร้าง Bitcoin ขึ้นมา แนวคิดง่ายๆ คือ ถ้าคุณไม่ได้ถือ private key เอง คุณก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ Bitcoin จริง คุณเป็นแค่คนที่ “มีสิทธิเรียกร้อง” Bitcoin จากผู้ดูแล (custodian)

ผู้ที่ถือ IBIT ETF คือคนที่ไม่ได้ถือ Bitcoin ทุกคนได้สิทธิเรียกร้อง Bitcoin จาก BlackRock ซึ่งฝาก Bitcoin ไว้กับ Coinbase Custody อีกที ห่วงโซ่ของผู้ดูแลซ้อนกัน 2-3 ชั้น และที่น่ากลัวคือ Coinbase เป็นบริษัทมหาชนที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และ OFAC ถ้าวันหนึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจ “แช่แข็ง” บัญชี Bitcoin ของ IBIT จะเกิดอะไรขึ้น? คำตอบคือ ไม่มีผู้ถือ IBIT คนใดสามารถทำอะไรได้เลย

นี่คือสิ่งที่ Jack Mallers ซีอีโอของ Strike พยายามเตือนชุมชน Bitcoin มาตลอด เขาบอกว่า Bitcoin ต้องเป็น “เงิน” ที่ใช้จ่ายได้จริงผ่าน Lightning Network ไม่ใช่สินทรัพย์ที่นอนอยู่ในกระเป๋าของคนอื่น Mallers ถึงขั้นประกาศในต้นปี 2024 ว่าเขาไม่ถือเงินดอลลาร์เลย ใช้แต่ Bitcoin ในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เสียงของเขากำลังถูกกลบโดยเสียงของ Wall Street ที่บอกว่า “Bitcoin คือทองคำดิจิทัล”

ตาราง Bitcoin ETF Daily Flow จาก Farside Investors
ภาพจาก: Farside Investors (X)

ดูตารางจาก Farside Investors ด้านบน ตัวเลขในวงเล็บคือเงินไหลออก สังเกตคอลัมน์ Total ขวาสุด ตั้งแต่ 8 พ.ค. 2026 มีเพียง 1-2 วันเท่านั้นที่เป็นบวก ที่เหลือเป็นการไหลออกทั้งหมด รวมแล้วในเดือนพ.ค. 2026 เพียงเดือนเดียว Bitcoin ETF มีเงินไหลออกสุทธิหลายพันล้านดอลลาร์ และทุกครั้งที่เงินไหลออก ราคา Bitcoin ก็ขยับลง

เมื่อ Saylor “ซื้อพันธบัตรไม่ซื้อ Bitcoin” สัญญาณบางอย่างกำลังเปลี่ยน

เมื่อ Saylor
ภาพจาก AI

ในวันที่ 26 พ.ค. 2026 วันเดียวกับที่ Fink พูดเรื่อง Bitcoin เป็นทองคำ มีอีกข่าวที่หลายคนอาจมองข้าม Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) ของ Michael Saylor ประกาศว่าได้ซื้อคืน Convertible Senior Notes อายุ 2029 (ดอกเบี้ย 0%) มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ คืนในราคาประมาณ 1.38 พันล้านดอลลาร์เงินสด ระหว่าง 11-25 พ.ค. 2026 และ Saylor บอกชัดว่า “สัปดาห์นี้เราซื้อพันธบัตร ไม่ได้ซื้อ Bitcoin”

คนที่ติดตาม Saylor มาตลอดจะรู้ว่าเขาคือ Bitcoin Maximalist ตัวจริง ที่เคยประกาศไว้ว่า Bitcoin จะกลายเป็นรากฐานของระบบทุนดิจิทัลขนาด 200 ล้านล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 17 พ.ค. 2026 Strategy ถือ Bitcoin อยู่ 843,738 BTC ราคาเฉลี่ย 75,700 ดอลลาร์ต่อเหรียญ แต่การที่ Saylor หยุดซื้อ Bitcoin สัปดาห์นี้ และกลับมาซื้อพันธบัตรของตัวเองคืน บอกอะไรเราหลายอย่าง

บางทีแม้แต่ Saylor ก็เริ่มเห็นว่าราคา Bitcoin ในยุค ETF ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อหรือ adoption อีกต่อไป มันถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินสถาบันที่สามารถเปิดและปิดก๊อกได้ตามอำเภอใจ การซื้อ Bitcoin เพิ่มในจังหวะที่ ETF ขายออก เท่ากับยืนตรงข้ามกับ BlackRock ซึ่งเป็นเกมที่เหนื่อยมาก

ทำไม Fink ถึงพูดแบบนี้ในตอนนี้

มาดูไทม์ไลน์กันสั้นๆ Larry Fink เริ่มใช้คำว่า “digital gold” กับ Bitcoin ครั้งแรกในเดือน ก.ค. 2023 ในช่วงที่ BlackRock เพิ่งยื่นขออนุมัติ Spot Bitcoin ETF เขาพูดซ้ำในเดือน ม.ค. 2024 ทันทีที่ ETF ได้รับอนุมัติ และพูดอีกครั้งในเดือน ต.ค. 2025 หลังจาก IBIT กลายเป็นกองทุน Bitcoin ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และตอนนี้ในเดือน พ.ค. 2026 ที่ ETF กำลังเงินไหลออก 7 วันติด เขาก็พูดอีกครั้ง

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือกลยุทธ์ทางการตลาดที่ชัดเจน ทุกครั้งที่ Fink พูดคำว่า “digital gold” เขากำลังตอกย้ำ narrative ที่ทำให้นักลงทุนสถาบันรู้สึกสบายใจที่จะซื้อ IBIT เพราะคำว่า “ทองคำ” คือสินทรัพย์ที่นักลงทุนสถาบันคุ้นเคย จัดสรรในพอร์ตได้ง่าย รายงานต่อคณะกรรมการได้สะดวก และที่สำคัญ ไม่ต้องอธิบายเรื่อง decentralization, peer-to-peer, censorship resistance ให้ปวดหัว

แต่ในขณะที่ Fink ทำให้ Bitcoin “ปลอดภัย” สำหรับสถาบัน เขาก็กำลังทำให้ Bitcoin “อันตราย” สำหรับวิสัยทัศน์ดั้งเดิม เพราะเมื่อ Bitcoin ถูกตีกรอบเป็นทองคำ มันก็จะถูกปฏิบัติเหมือนทองคำ คือนิ่ง ไม่มีนวัตกรรม รอวันที่ราคาขึ้น และที่สำคัญที่สุด ไม่เคยถูกใช้เป็น “เงิน” จริงๆ เลย

Larry Fink และ Tom Lee วิเคราะห์ตลาดคริปโต
ภาพจาก: Tony Edward Thinking Crypto Podcast (X)

ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าคำพูดของ Larry Fink ที่ดูเหมือนเป็นข่าวดี เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่อันตรายที่สุดสำหรับ Bitcoin ในรอบหลายปี ไม่ใช่เพราะคำพูดมันแย่ แต่เพราะวิธีที่ชุมชน Bitcoin ตอบสนองมันต่างหากที่น่ากังวล เราเห็นบัญชี XRP, Bitcoin, Ethereum หลายร้อยบัญชีรีบรีทวีตคำพูดนี้พร้อมข้อความ “HUGE” “BULLISH” โดยที่ไม่ได้คิดสักนิดว่า การถูกเปรียบเทียบกับทองคำคือการถูก “ลดเกรด” จากเงินมาเป็นสินค้าโภคภัณฑ์

Satoshi เขียน Whitepaper ในปี 2008 ไม่ใช่เพื่อให้ Bitcoin กลายเป็นทองคำเวอร์ชันใหม่ที่นอนอยู่ในตู้เซฟของ BlackRock เขาเขียนเพื่อสร้างระบบเงินที่ไม่ต้องพึ่งพาสถาบันการเงิน แต่ตอนนี้ Bitcoin กำลังถูกผูกชะตากรรมเข้ากับ ETF flows ของ BlackRock มากขึ้นทุกวัน ราคาขึ้นเมื่อ IBIT มีเงินไหลเข้า ราคาลงเมื่อ IBIT มีเงินไหลออก นี่คือชะตากรรมของทองคำในยุค GLD และมันกำลังเกิดขึ้นกับ Bitcoin

ผมไม่ได้บอกว่า ETF เป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป มันเป็นช่องทางให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาได้ มันเพิ่มสภาพคล่อง มันทำให้ Bitcoin เป็นที่ยอมรับมากขึ้น แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ ถ้าชุมชน Bitcoin ยอมรับ narrative ของ Fink โดยไม่ตั้งคำถาม สุดท้าย Bitcoin จะกลายเป็นแค่ “หุ้น IBIT” ที่นักลงทุนซื้อขายผ่าน Robinhood ไม่ใช่ระบบเงินที่ใช้จ่ายได้ทั่วโลกอีกต่อไป

สำหรับคนที่ถือ Bitcoin อยู่ตอนนี้ ผมอยากให้ลองถามตัวเองว่า คุณถือ Bitcoin เพราะเชื่อในวิสัยทัศน์ของ Satoshi หรือคุณถือเพราะหวังว่า BlackRock จะดันราคาขึ้น? ถ้าคำตอบคืออย่างหลัง คุณก็ไม่ต่างจากนักลงทุนทองคำที่รอวัน GLD ปั๊มราคา และในวันที่ Wall Street ตัดสินใจหันหลังให้ คุณจะไม่มี “private key” ที่จะถอน Bitcoin ของคุณออกจากระบบได้เลย คำพูดของ Fink ไม่ใช่ชัยชนะ มันคือเสียงสัญญาณว่าสงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว และเป้าหมายของสงครามนี้คือจิตวิญญาณของ Bitcoin เอง

คำเตือน การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง บทความนี้เป็นความเห็นและการวิเคราะห์ส่วนตัว ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

เครดิตภาพจาก @MacroAlphaHQ