bitkub-banner

นักวิจัยเผยวิธีปกป้อง Bitcoin 1.1 ล้านเหรียญของ Satoshi ให้รอดเงื้อมมือควอนตัม  

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • AmericanFortress สตาร์ทอัพบล็อกเชนสายรักษาความเป็นส่วนตัว เปิดตัวระบบป้องกันภัยควอนตัมแบบหลายเลเยอร์ ช่วยปกป้องคลังบิตคอยน์ 1.1 ล้าน BTC ของ Satoshi Nakamoto และกระเป๋าที่หลับใหลรวมมูลค่ากว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ ให้รอดพ้นจากการถูกถอดรหัสลับ
  • โซลูชันนี้ใช้กระบวนการ Soft Fork เพื่อทำมาตรการเชิงรับในการแช่แข็งสินทรัพย์สำหรับกระเป๋ารุ่นเก่าที่ไม่มีรหัสผ่านสำรอง ป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์แฮกเหรียญออกมาเทขายถล่มตลาดหลังวัน Q-day
  • เทคโนโลยีใหม่ดึงระบบ Zero-Knowledge Proofs มาใช้ยืนยันสิทธิ์ตอนทำธุรกรรมจริง ชูจุดเด่นความเร็วสูง ใช้เวลาอัปเกรดเพียง 50 มิลลิวินาที และไม่หน่วงให้ประสิทธิภาพเครือข่ายชะลอตัวลงเหมือนโครงการอื่น

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish 

ข่าวการค้นพบระบบป้องกันภัยควอนตัมที่ใช้งานได้จริง ถือเป็นสิ่งที่เข้ามาปลดล็อกระเบิดเวลาลูกใหญ่ของอุตสาหกรรมคริปโต การที่นวัตกรรมนี้สามารถอุดรอยรั่วได้โดยไม่ลดทอนความเร็วของบล็อกเชนและมีต้นทุนที่ต่ำมาก จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันอย่างมหาศาล ส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมของตลาดในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยั่งยืน

ทีมนักวิจัยจาก AmericanFortress สตาร์ทอัพบล็อกเชนที่เน้นการรักษาความเป็นส่วนตัว ได้นำเสนอระบบป้องกันภัยระดับควอนตัมแบบมัลติเลเยอร์ที่กำลังอยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตร ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยปกป้องระบบนิเวศคริปโตทั่วโลกให้รอดจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องแห่ย้ายเงินทุนข้ามกระเป๋าครั้งใหญ่ 

ทางบริษัทระบุว่า การค้นพบครั้งสำคัญนี้หมายความว่า แม้แต่คลังบิตคอยน์มหาศาลจำนวน 1.1 ล้าน BTC ของ Satoshi Nakamoto รวมไปถึงบิตคอยน์อีกเกือบ 5 ล้าน BTC ในบัญชีที่หลับใหลมานาน ซึ่งมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 4 แสนล้านดอลลาร์ ก็สามารถรอดพ้นจากอันตรายนี้ได้เช่นกัน

แก้โจทย์ด้วยการทำ Soft Fork เพื่อแช่แข็งสินทรัพย์

Michal Pospieszalski ซีอีโอของ AmericanFortress ได้ชี้แจงผ่านการให้สัมภาษณ์กับสื่อ CoinDesk ว่า กระเป๋าเงินที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมานานไม่จำเป็นต้องตกเป็นเป้าหมายให้กลุ่มแฮกเกอร์ ซึ่งหากบิตคอยน์เหล่านี้ถูกแฮก และนำมาเทขายในตลาดจะสร้างความเสียหายอย่างสุดจะคาดเดา 

ประเด็นที่คนมักจะสับสนกันมากที่สุดคือ “บิตคอยน์ในยุคแรกเริ่ม” เนื่องจากกระเป๋าเงินในยุคของ Satoshi เป็นแอดเดรสแบบ “Pre-BIP32” ซึ่งเป็นระบบเก่าที่ไม่มีการสร้างรหัสผ่านสำรองหรือ Seed Phrase ทำให้มันไม่สามารถอัปเกรดระบบความปลอดภัยโดยอัตโนมัติ เหมือนกระเป๋าเงินที่สร้างขึ้นในยุคใหม่ๆ ได้

ทาง AmericanFortress จึงแก้ปัญหานี้ ด้วยการใช้โปรโตคอลที่จะดำเนินมาตรการเชิงรับ ด้วยการอายัดสินทรัพย์ ผ่านกระบวนการ Soft Fork ที่สามารถเข้ากันได้กับระบบเก่าเพื่อปกป้องเงินทุนเหล่านั้นไว้ชั่วคราว จนกว่าชุมชนจะร่วมกันลงมติว่าจะย้าย เผาทำลาย หรือจัดสรรสินทรัพย์ที่ถูกอายัดเหล่านั้นอย่างไรหลังจากวัน Q-day 

วิธีนี้จะใช้เพียงแค่การปรับปรุงรหัสผ่านระบบข้อเสนอการพัฒนาบิตคอยน์ (BIP) ขนาดเล็กเท่านั้น และระบบนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบล็อกเชนหลักอื่นๆ ได้ทั้งหมด เช่น Ethereum, Solana และ Tron

ระดมทุนสำเร็จ 8 ล้านดอลลาร์ มุ่งทลายข้อจำกัดด้านความเร็วของระบบ

การประกาศความสำเร็จครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทสามารถระดมทุนรอบ Seed round ได้สำเร็จที่ 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดยกองทุน SAVA Digital Asset Fund, Moon Pursuit Capital และ 0G Labs 

พร้อมทั้งทางบริษัทยังได้เปิดเผยเอกสารงานวิจัยทางรหัสวิทยา ที่ชี้ให้เห็นถึงจุดคอขวดด้านประสิทธิภาพของเครือข่ายที่เคยเป็นปัญหาในโครงการทดลองควอนตัมอื่นๆ เช่น ในสัปดาห์นี้ที่มีการทดสอบระบบความปลอดภัยควอนตัมมาตรฐานบนเครือข่าย BNB Chain แม้ระบบจะทำงานได้จริง แต่กลับส่งผลให้ความเร็วในการประมวลผลธุรกรรมชะลอตัวลงถึง 40%

ใช้เทคโนโลยี ZK พรางตัว เร็ว-แรง-ไม่หน่วงเชน

แนวทางของ AmericanFortress ไม่จำเป็นต้องสร้างบล็อกเชนใหม่ หรือบังคับให้ผู้ใช้สลับสับเปลี่ยนที่อยู่กระเป๋าเงินให้วุ่นวาย แต่จะใช้เทคโนโลยี Zero-Knowledge (ZK) Proofs ในการยืนยันความเป็นเจ้าของรหัสกู้คืนหลัก ณ ขณะที่เกิดการใช้จ่ายจริง 

โดยยุทธศาสตร์นี้จะแบ่งโซลูชันออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ การปกป้องคีย์ดิบระบบ Pre-BIP32, การปกป้องควอนตัมระบบมาตรฐาน BIP32 และระบบการสืบทอดรหัสความเร็วสูง “QBIP32” 

เนื่องจากระบบนี้ฝังตัวเข้ากับโครงสร้างกราฟทางคณิตศาสตร์ เดิมที่มีอยู่แล้ว มันจึงไม่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของบล็อกเชนลดลงเลยแม้แต่น้อย 

ความเสี่ยงคอมพิวเตอร์ควอนตัมแฮก ไม่ใช่รหัสผ่าน

ซีอีโอของ AmericanFortress อธิบายเพิ่มเติมว่า ภัยคุกคามของควอนตัมนั้นกระจุกตัวอยู่แค่บางจุด ความจริงคือ คอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่สามารถเจาะรหัสผ่านหลักได้ แต่สิ่งมันทำได้คือ การแกะรอยย้อนกลับ เพื่อหา Private Key จากแอดเดรสกระเป๋าเงินที่เคยแสดง Public Key สาธารณะ ออกมาบนบล็อกเชนแล้ว ทันทีที่มีการทำธุรกรรม

วิจัยชี้ว่า มีสินทรัพย์คริปโตรวมมูลค่ากว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ที่กำลังอยู่ในสถานะที่สุ่มเสี่ยงนี้ ซึ่งรวมถึง ที่อยู่กระเป๋าเงินทั้งหมด 100% บนเครือข่าย Solana ด้วยเช่นกัน

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป การอัปเกรดกระเป๋าเงินให้ทนทานต่อควอนตัมจะใช้เวลาเพียง 50 มิลลิวินาที ผ่านการกดยืนยันง่ายๆ บนหน้าจอกระเป๋าเงินวอลเล็ต

สำหรับกระเป๋าที่นิ่งสนิท การปกป้องจะถูกจัดการผ่านการเขียนคำสั่งโปรแกรมลงไปในบล็อกเชน Base Layer โดยตรง

เรื่องค่าใช้จ่าย  ต้นทุนในการทำระบบล็อกความปลอดภัยควอนตัมนี้ถูกมากๆ โดยจ่ายเทียบเท่ากับค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมบนเลเยอร์ 2 เพียงครั้งเดียว แทนที่จะต้องไปไล่จ่ายเงินให้กับทุกๆ ธุรกรรมย้อนหลังในประวัติศาสตร์

ปัจจุบัน AmericanFortress กำลังเดินหน้าเปิดขายลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ (SDK) นี้ให้กับบล็อกเชนเลเยอร์ 1 และเลเยอร์ 2 ต่างๆ เพื่อแลกกับการทำการตลาดร่วมกัน แต่บริษัทก็พร้อมเปิดรับข้อเสนอหากมีใครต้องการเข้าซื้อกิจการแบบเบ็ดเสร็จผู้เดียว 

ทางบริษัททิ้งท้ายว่า แผนการเข้ารหัสลับสำหรับบิตคอยน์นี้จะพร้อมสำหรับการนำเข้าสู่เวทีพูดคุยถกเถียงภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ก่อนที่จะมีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 มิถุนายนนี้ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

Pospieszalski มั่นใจว่า นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยต่ออายุให้สินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยเขากล่าวอย่างมั่นใจว่า “การติดตั้งเกราะกันควอนตัมให้กับ BTC แบบทันท่วงที… สามารถทำได้จริงแล้วในตอนนี้”

ที่มา : coindesk


มุมมองผู้เขียน : นวัตกรรมของ AmericanFortress ในครั้งนี้คือ ตัวเปลี่ยนเกมสำหรับอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีในปี 2569  ซึ่งการคิดค้นระบบ Soft Fork เพื่อเข้าไป “แช่แข็ง” สินทรัพย์เหล่านั้นไว้ ก่อนที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะพัฒนาเสร็จ ถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมที่ชาญฉลาด  แถมการดึงเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้เครือข่ายทำงานได้เร็วเท่าเดิมโดยไม่หน่วงเชนยิ่งทำให้โซลูชันนี้น่าดึงดูดใจสำหรับกลุ่มนักพัฒนา