สรุปข่าว
- Bitcoin ร่วงหลุด $66,000 เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ $65,959 ลดลง 6.91% ในช่วง 24 ชั่วโมง จากจุดสูงสุดในวันที่ $70,907
- การหลุดระดับ $66,000 เกิดขึ้นท่ามกลางแรงขายที่เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน มีปริมาณซื้อขายรวม 6.25 หมื่นล้านดอลลาร์ใน 24 ชั่วโมง สะท้อนแรงกดดันขาลงที่หนักขึ้นในระดับโครงสร้างตลาด
- ตลาด altcoin และ DeFi ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยค่า dominance ของ Bitcoin อาจปรับขึ้นชั่วคราวขณะที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงออกก่อน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การหลุดระดับ $66,000 ในเชิงโครงสร้างถือเป็นสัญญาณลบที่ชัดเจน เพราะระดับนี้เคยเป็นฐานรองรับสำคัญที่ตลาดพยายามรักษาไว้มาตลอด หากปิดรายวันต่ำกว่านี้ได้จริง แรงขายรอบใหม่มีโอกาสเร่งตัวขึ้นอีก
ราคา Bitcoin ร่วงหลุดระดับจิตวิทยา $66,000 ในวันที่ 3 มิ.ย. 2569 โดยล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ $65,959 ลดลงกว่า 6.91% เมื่อเทียบกับช่วง 24 ชั่วโมงก่อน จากจุดสูงสุดในวันที่ $70,907 ดิ่งลงมาแตะจุดต่ำสุดที่ $66,077 ก่อนจะหลุดลงมาอีก สะท้อนให้เห็นถึงแรงขายที่ไม่ได้หยุดแค่ระดับแนวรับ แต่กำลังทดสอบความแข็งแกร่งของโครงสร้างราคาในระยะยาวทั้งหมด

ปริมาณซื้อขายใน 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 6.25 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ลดเหลือ 1.33 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าแรงขายในรอบนี้ไม่ใช่การปรับฐานเล็กน้อย แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีปริมาณซื้อขายหนุนหลังอย่างชัดเจน ซึ่งน่ากังวลกว่าการดิ่งลงแบบ vacuum ที่ไม่มีแรงขายจริง
Bitcoin กับการทดสอบครั้งสำคัญที่สุดในรอบ 10 เดือน
การร่วงลงมาแตะระดับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน Bitcoin ขึ้นถึงจุดสูงสุดตลอดกาลใกล้ $124,774 ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 และนับจากนั้นก็อยู่ในแนวโน้มขาลงต่อเนื่องมากกว่า 10 เดือน โดยสูญเสียมูลค่าไปแล้วกว่า 47% จากจุดสูงสุด รอบล่าสุดที่น่าเป็นห่วงคือราคาดีดตัวขึ้นไปแตะ $82,146 เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 แต่ไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านบริเวณ $83,000-$85,000 ได้ จึงกลับหัวลงมาอย่างรวดเร็ว และในช่วง 23 วันที่ผ่านมา Bitcoin ร่วงลงไปแล้วกว่า 19.6% จากจุดสูงสุดของการดีดตัวรอบนั้น
สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายจับตามองเป็นพิเศษคือลักษณะของการร่วงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เพราะแรงขายเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนในวันที่ 2-3 มิ.ย. ซึ่งเป็นสัญญาณของแรงกดดันสะสม ไม่ใช่แค่การปรับฐานตามปกติ ในเชิงมหภาค ตลาดคริปโตในช่วงนี้ยังได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และภาวะความเสี่ยงในตลาดการเงินโลกที่ยังคงระมัดระวัง ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตถูกแรงขายกดดันก่อนสินทรัพย์ประเภทอื่น
ผลกระทบต่อ Altcoin เมื่อ Bitcoin สั่น
ทุกครั้งที่ Bitcoin ดิ่งหนักเกิน 5% ใน 24 ชั่วโมง altcoin มักได้รับผลกระทบหนักกว่าเป็นทวีคูณ และรอบนี้ก็ไม่ต่างกัน เหรียญขนาดใหญ่อย่าง Ethereum, Solana หรือ BNB มักร่วงตามด้วยอัตราที่สูงกว่า เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ต้องการลดความเสี่ยงจะเทขาย altcoin ออกก่อน เพราะสภาพคล่องต่ำกว่าและราคาตอบสนองรุนแรงกว่า
ในแง่ของ dominance หรือส่วนแบ่งตลาด Bitcoin มีแนวโน้มที่ค่านี้จะขยับขึ้นชั่วคราวในช่วงที่ตลาดร่วงหนัก เพราะนักลงทุนที่ต้องการถือสินทรัพย์คริปโตแต่ลดความเสี่ยงมักโยกเงินจาก altcoin มาถือ Bitcoin แทน อย่างไรก็ตาม รอบนี้ภาพดังกล่าวอาจไม่ชัดเจนนัก เพราะ Bitcoin เองก็กำลังอยู่ในแนวโน้มขาลงที่หนักอยู่แล้ว เซกเตอร์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในช่วงนี้คือโทเคนในกลุ่ม Layer 1 และโปรเจกต์ที่พึ่งพาสภาพคล่องจากตลาดเก็งกำไรเป็นหลัก
DeFi และระบบนิเวศคริปโตสะเทือนตาม
เมื่อราคา Bitcoin ร่วงแรง ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ราคาโทเคน แต่ลามไปถึงระบบ DeFi ทั้งหมด มูลค่ารวมที่ถูกล็อกในโปรโตคอล DeFi (TVL) มักลดลงตามทันที เพราะสินทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันในระบบเหล่านี้อ้างอิงราคาตลาดแบบ real-time เมื่อราคาลดลง สินทรัพย์ค้ำประกันหดมูลค่า และผู้ที่เปิด leverage สูงอาจเผชิญกับการล้างพอร์ตอัตโนมัติ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมแรงขายในตลาด
โปรโตคอลสินเชื่อแบบ on-chain อย่าง Aave หรือ Compound มักเห็นกิจกรรมการล้างพอร์ตเพิ่มขึ้นในช่วงที่ตลาดร่วงหนัก ขณะที่โปรโตคอล DEX อาจเห็นปริมาณซื้อขายพุ่งสูงขึ้นชั่วคราวจากคำสั่งขายอัตโนมัติ ภาพรวมของตลาด DeFi ในช่วงนี้จึงเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของโปรโตคอลต่าง ๆ ว่าจะรับมือกับแรงกดดันขาลงอย่างต่อเนื่องได้มากน้อยแค่ไหน สถานการณ์นี้ยังส่งผลให้ narrative เรื่อง real yield และ sustainable DeFi กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เพราะโปรเจกต์ที่พึ่งพาการเก็งกำไรล้วน ๆ มักบอบช้ำหนักกว่าในช่วงตลาดขาลง
ความเห็นผู้เขียน
ผมมองว่าสิ่งที่น่าติดตามจริง ๆ ตอนนี้ไม่ใช่แค่ว่าราคาหลุด $66,000 หรือเปล่า แต่คือ Bitcoin จะสามารถปิดแท่งรายวันต่ำกว่านี้ได้หรือไม่ เพราะถ้าปิดได้ต่ำกว่า $66,000 จริง นั่นคือการยืนยันโครงสร้างขาลงในระดับใหม่ที่ชัดเจนมากขึ้น ตลาดที่ทำ lower high มาตั้งแต่ต้นปีและตอนนี้กำลังทดสอบฐานเก่า ส่งสัญญาณว่าผู้ที่ถือ Bitcoin อยู่ในมือยังไม่มีแรงซื้อจากฝั่งตรงข้ามมารองรับพอ
ในมุมผม สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือทิศทางของ ETF flow ในสหรัฐฯ ว่ากองทุน Bitcoin Spot ETF รายใหญ่ยังมีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง หรือเริ่มเห็นเงินไหลออกมากขึ้น เพราะนั่นจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเงินสถาบันยังเชื่อมั่นในภาพใหญ่หรือเริ่มลดความเสี่ยงแล้ว และอีกปัจจัยคือท่าทีของ Fed ในช่วงนี้ เพราะถ้าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง โอกาสลดดอกเบี้ยก็เลื่อนออกไป และสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตก็ยังหาแรงหนุนยาก ตลาดตอนนี้ไม่ได้ต้องการแค่ข่าวดี แต่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจริง ๆ ถึงจะพลิกกลับได้
คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
ภาพจาก AI

