สรุปข่าว
- ปริมาณอุปทานของ Bitcoin ที่ตกอยู่ในสภาวะขาดทุน (Supply in Loss) ได้พุ่งสูงจนแตะระดับสำคัญของตลาดหมี โดยทะลุหลัก 10 ล้าน BTC ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมดในระบบ
- ข้อมูลจาก Glassnode ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ราว 10.5 ล้าน BTC ในช่วงที่ราคาดิ่งลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 61,300 ดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดี ส่งผลให้จำนวนเหรียญที่ขาดทุนมีปริมาณมากกว่าเหรียญที่ถือครองแบบได้กำไรเป็นครั้งแรกในวัฏจักรรอบนี้
- ในอดีต ปรากฏการณ์ที่เหรียญขาดทุนมีจำนวนมากกว่าเหรียญกำไรจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่ตลาดหมีเข้าสู่สภาวะตกต่ำที่สุด และมักจะเป็นสัญญาณที่เกิดขึ้นพร้อมกับจุดต่ำสุดของราคารอบนั้นๆ เสมอ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
แม้ว่าราคาในระยะสั้นจะอยู่ในช่วงปรับฐานอย่างรุนแรง แต่การที่ตัวชี้วัดออนเชนส่งสัญญาณเข้าสู่เขตยอมจำนน (Capitulation) และการทดสอบแนวรับสำคัญทางสถิติมักจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างฐานราคาเพื่อเตรียมกลับตัวเป็นขาขึ้นในระยะยาว
สถานการณ์บนเครือข่ายบล็อกเชนของ Bitcoin กำลังส่งสัญญาณสำคัญที่เคยเกิดขึ้น ณ จุดต่ำสุดของตลาดหมีทุกรอบในอดีต หลังจากที่ปริมาณเหรียญในระบบมากกว่าครึ่งหนึ่งตกอยู่ในสภาวะขาดทุนทางตัวเลข (Unrealized Loss)
รายงานข้อมูลจาก Glassnode ชี้ว่า ในช่วงที่ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงไปแตะระดับ 61,300 ดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ปริมาณอุปทานเหรียญที่ขาดทุนได้พุ่งทะยานขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ประมาณ 10.5 ล้าน BTC จากอุปทานหมุนเวียนทั้งหมดที่มีอยู่ราว 20 ล้าน BTC ในขณะเดียวกัน ปริมาณอุปทานเหรียญที่มีกำไร ได้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 9.8 ล้าน BTC ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในวัฏจักรตลาดรอบปัจจุบันที่จำนวนเหรียญที่ถือครองแบบขาดทุนมีมูลค่าแซงหน้าเหรียญที่ได้กำไร
หากพิจารณาจากสถิติในอดีต พฤติกรรมที่ปริมาณเหรียญขาดทุนและได้กำไรวิ่งมาตัดกันและอยู่ในสภาวะขาดทุนมากกว่า จะเกิดขึ้นเฉพาะช่วงวิกฤตของตลาดหมีเท่านั้น โดยระยะเวลาที่ตลาดจมแช่อยู่ในสภาวะนี้จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละรอบ เช่น ในปี 2015 ตลาดต้องใช้เวลาปรับสมดุลนานเกือบปีสัญญานี้ถึงจะหายไป ส่วนในปี 2019 และปี 2022 กินเวลาประมาณหกเดือน ขณะที่เหตุการณ์วิกฤตโควิดในเดือนมีนาคม 2020 เกิดการเทขายอย่างรวดเร็วและใช้เวลาฟื้นตัวสั้นที่สุดเพียงแค่หนึ่งเดือน ข้อเท็จจริงนี้ทำให้แม้ตัวชี้วัดดังกล่าวจะระบุถึงจุดต่ำสุดได้อย่างแม่นยำ แต่ก็ยังยากที่จะประเมินว่าราคาจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน
นอกจากนี้ การร่วงลงของราคาในรอบนี้ยังมีความสำคัญในเชิงเทคนิค เนื่องจากราคาได้ลงมาทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 สัปดาห์ (200-week Moving Average) ซึ่งอยู่ที่บริเวณ 61,300 ดอลลาร์พอดี โดยเส้นอินดิเคเตอร์ระยะยาวนี้ทำหน้าที่เป็นแนวรับที่แข็งแกร่งที่สุดและไม่เคยหลุดเลยในช่วงวิกฤตตลาดหมีรอบก่อนๆ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องจับตาดูว่าราคาจะสามารถพยุงตัวเหนือระดับจิตวิทยาที่ 60,000 ดอลลาร์ได้หรือไม่ เพราะหากราคาเกิดหลุดแนวนี้ลงไป แนวรับสำคัญถัดไปจะอยู่ที่บริเวณ 54,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับราคาเฉลี่ยต้นทุนที่แท้จริงของทั้งตลาด หรือ Realized Price (คำนวณจากราคาเฉลี่ยของการเคลื่อนไหวเหรียญบนออนเชนครั้งล่าสุด) ซึ่งตามสถิติแล้ว Bitcoin มักจะลงไปซื้อขายต่ำกว่าราคาต้นทุนเฉลี่ยนี้ในช่วงที่ตลาดหมีทวีความรุนแรงสูงสุด
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าตัวชี้วัดออนเชนรอบนี้คือสัญญาณเตือนชั้นดีว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “ล้างไพ่” หรือ Capitulation เฟสสุดท้ายครับ การที่คนในตลาดมากกว่า 50% ถือเหรียญแบบขาดทุนมันจะสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาอย่างมหาศาลจนทำให้เกิดแรงเทขายรอบสุดท้ายจากกลุ่มคนที่ทนถือไม่ไหว
ซึ่งในมุมของ Smart Money นี่คือช่วงเวลาทองในการทยอยสะสมของถูกตามแนวรับสำคัญครับ ยิ่งราคาลงมาจูบเส้น 200 สัปดาห์ซึ่งเป็นเส้นใต้พรมที่ไม่เคยหลุดในประวัติศาสตร์ ยิ่งตอกย้ำว่าโซน 60,000 ถึง 61,300 ดอลลาร์คือจุดที่มีแรงซื้อดักรออยู่หนาแน่นมาก แนะนำให้นักลงทุนระยะยาวมองข้ามความผันผวนช่วงนี้ไปและใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมตามแนวรับเพื่อรอการฟื้นตัวครั้งใหญ่ครับ

