bitkub-banner

Michael Saylor ชี้ราคา Bitcoin ดิ่งเป็นเพียงการย้ายเงินทุนไปหา AI ไม่ใช่ตลาดหมี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Michael Saylor ประธานกรรมการของ Strategy อธิบายว่าการร่วงลงอย่างรุนแรงของ Bitcoin กว่า 14% ในรอบสัปดาห์ และ 22.7% ในรอบสี่สัปดาห์ เกิดจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนของกลุ่มสถาบัน (Capital Rotation) ไม่ใช่เพราะตัวสินทรัพย์สูญเสียปัจจัยพื้นฐาน
  • มีการประเมินว่าเม็ดเงินระดับสถาบันได้ถูกถอนออกจาก Bitcoin ผ่านกองทุน Spot ETF ในสหรัฐฯ ที่มียอดไหลออกราว 4 พันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม เพื่อนำไประดมทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่เติบโตอย่างร้อนแรงกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา
  • แม้ว่าฝั่งขาลงจะมองว่าการที่ราคา Bitcoin สวนทางกับสินทรัพย์อื่นที่ทำจุดสูงสุดใหม่ ประกอบกับการที่แม้กระทั่ง Saylor เองก็เพิ่งขายบิตคอยน์ออกไป 32 BTC จะเป็นสัญญาณว่าตลาดคริปโตพังทลายลงแล้ว แต่ Saylor ยังคงมองว่าความผันผวนนี้คือโอกาส

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

การออกมาอธิบายเชิงบวกของผู้นำสถาบันช่วยลดความตื่นตระหนกในตลาดได้บางส่วน แต่ตราบใดที่กระแสเงินทุนไหลออกไปยังอุตสาหกรรม AI ยังไม่สิ้นสุด ราคา Bitcoin ในระยะสั้นก็น่าจะยังเผชิญแรงกดดันต่อไป

ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจนทำให้นักลงทุนในตลาดเริ่มเกิดความหวั่นไหว ทว่า Michael Saylor ประธานกรรมการของ Strategy ซึ่งเป็นผู้ถือครองบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดในโลกฝั่งบริษัทมหาชนกลับมองต่าง โดยเขาได้ออกมาให้คำอธิบายที่เรียบง่ายว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นเพียงเรื่องของการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุนชั่วคราว ไม่ใช่ความเสียหายเชิงโครงสร้างอย่างที่หลายคนกังวล

Saylor ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม X โดยชี้ให้เห็นถึงสถิติการระดมทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึงประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งจังหวะเวลาดังกล่าวประจวบเหมาะกับช่วงที่กองทุน Spot ETF ของ Bitcoin ในฝั่งสหรัฐฯ เผชิญกับแรงเทขายและมีเงินทุนไหลออกสุทธิราว 4 พันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม เหตุการณ์นี้สะท้อนว่ากลุ่มนักลงทุนสถาบันกำลังโยกย้ายเม็ดเงินออกจากตลาดคริปโตเพื่อไปเก็งกำไรในกระแสหลักที่กำลังมาแรงอย่าง AI ส่งผลให้ราคาของพี่ใหญ่ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแผ่วลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การโยกย้ายในลักษณะนี้หมายความว่ามันจะเป็นเพียงความอ่อนแอชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อกระแสความร้อนแรงของกลุ่มเทคโนโลยี AI เริ่มอิ่มตัว เม็ดเงินเหล่านั้นก็พร้อมที่จะไหลกลับเข้าสู่ Bitcoin อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ฝั่งนักลงทุนในมุมมองขาลง (Bears) กลับไม่ได้คิดเช่นนั้น และพากันประเมินสถานการณ์ในแง่ร้ายว่าโครงสร้างของระบบคริปโตอาจจะพังพินาศไปแล้ว โดยพากันหยิบยกหลักฐานหลายอย่างขึ้นมาสนับสนุน ทั้งการที่เกือบทุกสินทรัพย์ในโลกการเงินดั้งเดิมตั้งแต่หุ้นไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์ต่างพากันวิ่งทำจุดสูงสุดใหม่แต่ Bitcoin กลับถูกทิ้งให้ซบเซาอยู่เพียงลำพัง

ซ้ำร้ายกว่านั้น ข่าวการที่บริษัท Strategy ตัดสินใจเทขาย Bitcoin ออกมาจำนวน 32 BTC เป็นครั้งแรก ยิ่งกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่สลัดความเชื่อมั่นของรายย่อยจนทำให้เกิดแรงเทขายตามมาอย่างหนัก แม้ว่าในความเป็นจริงทางบริษัทจะยังคงถือครองบิตคอยน์เหลืออยู่มหาศาลถึง 843,706 BTC และนักวิเคราะห์จะมองว่าธุรกรรมดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญก็ตาม แต่สำหรับเทรดเดอร์ฝั่งขาลงแล้ว การขยับตัวของ Saylor ในรอบนี้ถูกนำไปตีความว่า ขนาดคนที่ศรัทธาที่สุดในโลกก็ยังเลือกที่จะขายเหรียญทิ้ง ซึ่งทางด้าน Saylor เองไม่ได้สนใจเสียงวิจารณ์เหล่านี้ และยังคงเน้นย้ำตามสไตล์นักลงทุนระยะยาวว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือโอกาสครั้งสำคัญในการเข้าสะสมสินทรัพย์เพิ่มเติม

ที่มา: coindesk


ผมคิดว่า สิ่งที่ Michael Saylor พูดมีน้ำหนักและสอดคล้องกับพฤติกรรมของเงินทุนระดับโลกครับ ในโลกของการลงทุน เม็ดเงินสถาบันมหาศาลมันไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงง่ายๆ แต่มันจะไหลไปหาจุดที่ให้ผลตอบแทนและมีเรื่องเล่าที่ดึงดูดใจที่สุดในเวลานั้นๆ เสมอ

ตอนนี้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังเป็นเค้กชิ้นเค้กที่หอมหวานที่สุด สถาบันจึงเลือกที่จะดึงเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงตัวอื่นรวมถึง Bitcoin เพื่อไปเข้าซื้อหุ้นเหล่านั้นก่อน การร่วงลงรอบนี้จึงไม่ใช่เพราะ Bitcoin มีปัญหาด้านความปลอดภัยหรือระบบใช้งานไม่ได้อย่างที่ฝั่งขาลงโจมตี แต่เป็นเรื่องของรอบเวลาการหมุนเงิน สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่เข้าใจวัฏจักรนี้ ช่วงที่เงินทุนไหลออกจนราคาดิ่งลึกแบบนี้แหละครับที่เป็นโอกาสในการทยอยเก็บของถูกเพื่อรอวันที่เม็ดเงินจะหมุนเวียนกลับมาอีกครั้งครับ