สรุปข่าว
- Tom Lee ประธานกรรมการของ Bitmine วางเป้าหมายราคา Ethereum ไว้สูงถึง 250,000 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้มูลค่าเครือข่ายพุ่งแตะ 30 ล้านล้านดอลลาร์ ใหญ่กว่าตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และเทียบเท่าทองคำทั้งหมดในโลก
- การคาดการณ์ที่เติบโตขึ้นถึง 50 เท่าจากระดับปัจจุบันนี้ Lee มองว่าจะถูกขับเคลื่อนผ่านระบบชำระเงินด้วยเทคโนโลยี AI และการที่องค์กรเอกชนรายใหญ่จะเข้ามาครอบครองระบบตรวจสอบธุรกรรม (Validators) ของเครือข่าย
- อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงคณิตศาสตร์และพฤติกรรมของตลาดในปัจจุบันยังคงสวนทางกับสมมติฐานดังกล่าว ทั้งในแง่ของอุปทานเหรียญที่กลับมาเพิ่มขึ้น อัตราส่วนราคาต่อ Bitcoin รวมถึงสัดส่วนของผู้ตรวจสอบธุรกรรมในระบบ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
คำทำนายราคาที่สูงเกินจริงในระยะยาวนี้ไม่ได้ส่งผลต่อความต้องการซื้อขายในปัจจุบัน เนื่องจากข้อมูลทางสถิติและตัวเลขบนเครือข่ายบล็อกเชนยังคงสะท้อนภาพความเป็นจริงที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกมหาศาล
หากต้องการให้ราคา Ethereum ไปถึงเป้าหมาย 250,000 ดอลลาร์ตามที่ Tom Lee ประกาศไว้ในงาน Proof of Talk ที่ปารีส สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือสมการด้านอุปทาน ในปัจจุบัน Ethereum มีอุปทานหมุนเวียนอยู่ที่ 121.75 ล้าน ETH และกำลังเติบโตเพิ่มขึ้น 0.82% ต่อปี ชนวนเหตุมาจากหลังการอัปเกรด Dencun ในปี 2024 ที่โยกย้ายธุรกรรมส่วนใหญ่ไปวิ่งบนเครือข่าย Layer-2 ที่ค่าธรรมเนียมถูกลง ส่งผลให้กลไกการเผาเหรียญทิ้ง ลดฮวบลงเหลือแค่ราว 29,000 ETH ต่อปี สวนทางกับเหรียญที่ออกใหม่ สูงถึง 1.03 million ETH
การเติบโตของอุปทานนี้ได้ทำลายแนวคิดเงินฝืดอัจฉริยะหรือ “Ultrasound Money” ที่เคยเชื่อว่าจำนวนเหรียญจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อมีการใช้งานมากขึ้นลงโดยสิ้นเชิง นั่นแปลว่าการทะยานขึ้น 50 เท่าหลังจากนี้จะต้องพึ่งพาแรงซื้อและอุปสงค์เพียงอย่างเดียวเข้ามาแบกรับเหรียญออกใหม่ที่จะมีมูลค่าสูงถึง 2.5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ณ ระดับราคานั้น

เมื่อหันมาดูที่อัตราส่วนราคา ETH ต่อ Bitcoin (ETH/BTC) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับพี่ใหญ่ในตลาด จะพบว่าในประวัติศาสตร์อัตราส่วนนี้ไม่เคยวิ่งทะลุระดับ 0.15 เลย ซึ่งเป็นจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ตอนปี 2017 หากคำนวณจากราคา Bitcoin ปัจจุบันที่ 63,872 ดอลลาร์ การที่ Ethereum จะไปถึง 250,000 ดอลลาร์ได้ จะทำให้อัตราส่วนนี้พุ่งทะยานไปถึง 3.91 ซึ่งสูงกว่าสถิติเดิมเกิน 25 เท่า หากต้องการให้อัตราส่วนนี้ยังคงอยู่ในกรอบประวัติศาสตร์เดิม Bitcoin ก็จำเป็นต้องวิ่งตามขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1.67 ล้าน ถึง 2.94 ล้านดอลลาร์พร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นภาพที่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดขึ้นจริงในเวลานี้

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือทฤษฎีการเข้ายึดครองระบบตรวจสอบธุรกรรมของภาคองค์กร แม้ตัวเลขปัจจุบันจะชี้ว่าบริษัทมหาชนและหน่วยงานรัฐบาล 32 แห่ง จะถือครองเหรียญรวมกันอยู่ 7.43 ล้าน ETH (คิดเป็น 6.16% ของอุปทาน) โดยมี Bitmine ถืออยู่ 5.42 ล้าน ETH และ SharpLink ถืออยู่ 869,000 ETH ก็ตาม แต่ในโลกของบล็อกเชน การถือเหรียญกับการทำหน้าที่เป็น Validator เพื่อควบคุมซอฟต์แวร์และดูแลความปลอดภัยของระบบนั้นเป็นคนละเรื่องกัน

จากจำนวนเหรียญที่ถูกล็อกเพื่อค้ำประกันระบบ (Staked) ทั้งหมด 39.25 ล้าน ETH พบว่าแพลตฟอร์มกระจายศูนย์อย่าง Lido เป็นผู้ควบคุมสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 19.4% ตามมาด้วยกระดานเทรดอย่าง Binance และ Coinbase ในความเป็นจริง คลังสำรองของบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ยังไม่ได้เปิดระบบ Validator ในสเกลที่ใหญ่พอจะขับเคลื่อนเครือข่ายตามทฤษฎีของ Lee ได้เลย แค่ Lido รายเดียวก็มีอำนาจตรวจสอบธุรกรรมมากกว่าบริษัทมหาชนทุกแห่งในโลกรวมกันเสียด้วยซ้ำ
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าตัวเลข 250,000 ดอลลาร์ของ Tom Lee เป็นการตลาดและคำทำนายเชิงกาว ที่เน้นสร้างสีสันในงานคอนเฟอเรนซ์มากกว่าความเป็นจริงเชิงประจักษ์ครับ การที่สินทรัพย์ตัวหนึ่งจะเติบโตจนมีมูลค่าใหญ่กว่าตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มันต้องเกิดการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการเงินโลกขนานใหญ่ ซึ่งในแง่คณิตศาสตร์ออนเชนตอนนี้ Ethereum มีตัวเลขที่ขัดแย้งกันอยู่เต็มไปหมด ทั้งเรื่องอุปทานเหรียญที่กลับมาเฟ้อขึ้นจากการอัปเกรด Dencun และแรงซื้อฝั่งสถาบันที่ยังไม่ได้เข้ามาทำระบบ Validator เองแบบจริงจัง สัญญาณแรกที่นักลงทุนควรจับตาดูไม่ใช่ราคาเป้าหมายสวยหรูครับ แต่คือการฟื้นตัวของกราฟอัตราส่วน ETH/BTC ว่าจะสามารถกลับตัวเป็นขาขึ้นระยะยาวได้จริงไหม ถ้ากราฟเทียบ Bitcoin ยังทำทรงเตี้ยลงเรื่อย ๆ แบบนี้ เป้าหมายแสนดอลลาร์ก็ยังคงเป็นเพียงแค่จินตนาการบนแผ่นกระดาษครับ

