สรุปข่าว
- Jiang Zhuoer CEO ของ BTCTOP เชื่อมั่นว่า MicroStrategy จะไม่เทขาย Bitcoin ออกมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากบริษัทต้องปกป้องภาพลักษณ์ของการเป็นนักลงทุนระยะยาว
- หากราคา Bitcoin ดิ่งลงไปถึงระดับ 30,000 ดอลลาร์ อัตราส่วนเลเวอเรจของบริษัทก็จะขยับขึ้นจาก 5% เป็นเพียง 10% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่จัดการโครงสร้างหนี้ได้สบาย
- แม้ Grayscale จะเตือนเรื่องความเสี่ยงด้านการระดมทุนและภาระเงินปันผล แต่ MicroStrategy ยังมีความยืดหยุ่นทางบัญชีที่สามารถรับมือกับช่วงตลาดขาลงได้อย่างมั่นคง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การออกมายืนยันและวิเคราะห์โครงสร้างหนี้จากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมช่วยลดความตื่นตระหนกของนักลงทุนเกี่ยวกับโอกาสที่จะเกิดการเทขายครั้งใหญ่ (Panic Sell) จากวาฬระดับองค์กรได้เป็นอย่างดี
Jiang Zhuoer ซึ่งเป็น CEO ของ BTCTOP ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นตอบโต้ความกังวลของตลาด ที่เกรงว่าบริษัท MicroStrategy อาจกลายมาเป็นผู้เทขาย Bitcoin รายใหญ่หากสภาวะตลาดยังคงทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง
เขาได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่าเขาไม่เชื่อว่าทาง MicroStrategy จะทำการเทขาย Bitcoin สุทธิออกมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากแบรนด์ของบริษัทผูกติดกับแนวคิดที่จะไม่เทขายเหรียญในปริมาณมหาศาลอย่างแนบแน่น ซึ่งการทำลายภาพลักษณ์ดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายให้กับบริษัทมากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการลดความเสี่ยงเสียอีก
Jiang ประเมินว่าต่อให้ราคา Bitcoin จะดิ่งลงไปถึงระดับ 30,000 ดอลลาร์ โครงสร้างหนี้ของ MicroStrategy ก็จะยังไม่ถึงขั้นวิกฤต โดยภายใต้สถานการณ์เลวร้ายนั้น อัตราส่วนเลเวอเรจของบริษัทจะปรับตัวสูงขึ้นจากประมาณ 5% ไปอยู่ที่ระดับ 10% เท่านั้น
มุมมองนี้ค่อนข้างแตกต่างจากความกังวลของตลาดในระยะหลัง ที่นักลงทุนบางส่วนออกโรงเตือนว่า MicroStrategy อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักหากราคา Bitcoin หุ้น MSTR และหุ้นบุริมสิทธิ STRC ปรับตัวลดลงพร้อมกันในคราวเดียว
นอกจากนี้ Jiang ยังได้อธิบายถึงรูปแบบการจัดการภาระดอกเบี้ยสำหรับหุ้นบุริมสิทธิ STRC ว่าทางบริษัทสามารถเลือกที่จะรินขาย Bitcoin ลอตเก่าที่มีต้นทุนต่ำเพื่อบันทึกเป็นกำไรทางบัญชี และนำมาครอบคลุมภาระดอกเบี้ยของ STRC ได้อย่างถูกระเบียบ
เขายังเสริมด้วยว่าเงินทุนที่ได้จากการเสนอขาย STRC รอบใหม่ก็ยังสามารถนำไปใช้สนับสนุนการเข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มเติมได้ โครงสร้างที่ยืดหยุ่นนี้จะช่วยรักษาจุดยืนให้ MicroStrategy ยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิในระยะยาวต่อไปได้
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า MicroStrategy ได้เทขาย Bitcoin จำนวน 32 BTC ออกมาระหว่างวันที่ 26 ถึง 31 พฤษภาคม ที่ราคาเฉลี่ย 77,135 ดอลลาร์ เพื่อระดมทุนประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์สำหรับนำไปจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ แม้การขายครั้งนี้จะถือเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับคลังสินทรัพย์ทั้งหมด แต่มันก็ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนได้มากเนื่องจาก Michael Saylor มักจะโปรโมทจุดยืนเรื่องการไม่ขาย Bitcoin มาโดยตลอด
ทางด้าน Grayscale ก็ได้ออกมาเตือนว่า หากราคาของ STRC และ MSTR อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ความสามารถของ MicroStrategy ในการระดมทุนก้อนใหม่เพื่อไปกว้านซื้อ Bitcoin ลดลง นอกจากนี้ราคา STRC ที่ร่วงลงอาจบีบให้บริษัทต้องปรับเพิ่มอัตราเงินปันผลซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระเงินสด และอาจนำไปสู่โอกาสที่จะต้องเทขาย Bitcoin ออกมามากขึ้นหากช่องทางการระดมทุนอื่นหยุดชะงัก
สำหรับการเข้าซื้อครั้งใหญ่ล่าสุดของ MicroStrategy เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยได้ทำการกว้านซื้อไปถึง 24,869 BTC ด้วยมูลค่าราว 2.01 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดถือครองรวมพุ่งขึ้นเป็น 843,738 BTC หรือคิดเป็นมากกว่า 4% ของอุปทาน Bitcoin ทั้งหมด
การระดมทุนเพื่อเข้าซื้อในครั้งนั้นมาจากการเสนอขายหุ้นสามัญ MSTR และหุ้นบุริมสิทธิ STRC ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าตลาดทุนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ด้าน Bitcoin ของบริษัทมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน Jiang ยังคงเชื่อมั่นว่า MicroStrategy มีความพร้อมที่จะรับมือกับการปรับฐานของ Bitcoin ที่ลึกกว่านี้ได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักคืออัตราเลเวอเรจที่ต่ำ ความยืดหยุ่นทางการบัญชี และความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่บริษัทต้องรักษาเรื่องเล่าในฐานะผู้ถือครอง Bitcoin ระยะยาวให้แข็งแกร่ง
ที่มา: crypto.news
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าโครงสร้างทางการเงินของ MicroStrategy ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อความผันผวนของตลาดคริปโตได้ดีมากครับ การที่บริษัทมีเลเวอเรจต่ำหมายความว่าพวกเขาจะไม่ถูกบังคับขาย (Force Sell) ง่าย ๆ แม้ราคา Bitcoin จะลงไปลึกถึง 30,000 ดอลลาร์ก็ตาม ดังนั้นแรงเทขายระดับองค์กรที่จะมาทุบตลาดจึงเป็นไปได้ยาก สิ่งที่น่ากังวลจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องพอร์ตแตกครับ แต่คือสภาวะตลาดทุน หากหุ้น MSTR หมดความน่าสนใจ พวกเขาก็จะสูญเสียความสามารถในการออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนมาซื้อ Bitcoin เพิ่ม ซึ่งอาจทำให้ตลาดขาดแรงซื้อสนับสนุนที่สำคัญไปครับ

