สรุปข่าว
- แม้ราคา Bitcoin จะปรับฐานลงมาซื้อขายที่ใกล้ระดับ 60,000 ดอลลาร์ คล้ายกับช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่พฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเปลี่ยนจากการช้อนซื้อ มาเป็นเทขายอย่างรุนแรง
- ข้อมูลจาก SoSoValue เผย กองทุน Spot Bitcoin ETF ทั้ง 11 กองทุนในสหรัฐอเมริกา เผชิญหน้ากับวิกฤตเงินลงทุนไหลออกสุทธิรายสัปดาห์ หนักหน่วงที่สุดในรอบกว่า 1 ปี จนมูลค่าเงินไหลออกทะยานแตะ 1,720 ล้านดอลลาร์
- นักวิเคราะห์เตือนว่า กลุ่มสถาบันการเงินขาดความเชื่อมั่นในแนวรับจิตวิทยาที่ระดับ 60,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้แรงซื้อฝั่งรายย่อย ต้องแบกรับภาระหนักเพื่อพยุงไม่ให้ราคา Bitcoin ดิ่งหลุดโซนอันตราย
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bearish
ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนที่ไหลออกจากกองทุน ETF ทวีความรุนแรงตลอดสี่สัปดาห์ บ่งชี้ว่า กลุ่มนักลงทุนสถาบันกำลังลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ซึ่งการขาดแรงซื้อจากสถาบันการเงินเข้ามาช่วยรองรับการปรับฐาน ตรงแนวรับสำคัญ 60,000 ดอลลาร์ จะกลายเป็นปัจจัยกดดันโครงสร้างราคาในระยะสั้น ให้มีโอกาสเข้าสู่ช่วงปรับฐานใหญ่ได้ง่ายขึ้น
แม้ตอนนี้ Bitcoin จะกลับมาซื้อขายเหนือระดับ 60,000 ดอลลาร์ เหมือนช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่พฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันกลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
รอบนี้นักลงทุนสถาบันกำลังเทขาย กองทุน Spot Bitcoin ETF อย่างหนัก แตกต่างจากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่แรงเทขายเริ่มชะลอตัวลง เมื่อราคา Bitcoin ปรับตัวลงมาถึงระดับเดียวกัน ซึ่งข้อมูลกระแสเงินลงทุนไหลออกของกองทุน ETF ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า มุมมองของสถาบันที่มีต่อ Bitcoin ในระดับราคา 60,000 ดอลลาร์ อาจเปลี่ยนไปแล้ว
กองทุน ETF เงินลงทุนไหลออกหนักสุดในรอบกว่า 1 ปี
กองทุน Spot Bitcoin ETF ทั้ง 11 กองทุนในสหรัฐ มีเงินลงทุนไหลออกสุทธิรวมกันถึง 1.72 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการไถ่ถอนเงินรายสัปดาห์ที่หนักที่สุดในรอบกว่า 1 ปี ตามข้อมูลจาก SoSoValue
หากย้อนกลับไปในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ตอนที่ราคา Bitcoin ร่วงลงมาใกล้ระดับ 60,000 ดอลลาร์เหมือนกัน ตอนนั้นกองทุน Bitcoin ETF กลับมีเงินไหลออกเพียง 318 ล้านดอลลาร์เท่านั้น
ซึ่งสิ่งที่น่ากังวล ไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินลงทุน 1.72 พันล้านดอลลาร์ที่ไหลออกเท่านั้น แต่คือแนวโน้มที่แย่ลงเรื่อย ๆ โดยตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเงินลงทุนไหลออกจากกองทุน ETF เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในสัปดาห์แรก มีเงินลงทุนไหลออกมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ สัปดาห์ถัดมา มีเงินลงทุนไหลออก 1.26 พันล้านดอลลาร์ ส่วนในสัปดาห์ที่สาม มีเงินลงทุนไหลออกเพิ่มขึ้น 1.42 พันล้านดอลลาร์ และล่าสุดเม็ดเงินลงทุนที่ไหลออกก็มากถึง 1.72 พันล้านดอลลาร์ พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งราคา Bitcoin ลดลง นักลงทุนสถาบันก็ยิ่งเทขายกองทุน Bitcoin ETF มากขึ้น
ตรงกันข้ามกับเดือนกุมภาพันธ์
ตอนนั้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ราคา Bitcoin จะร่วงลงมาถึงระดับ 60,000 ดอลลาร์ กองทุน Bitcoin ETF มีเงินลงทุนไหลออก 1.33 พันล้านดอลลาร์ และ 1.49 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสองสัปดาห์ก่อนหน้า แต่พอราคา Bitcoin ดิ่งลงจริง เงินลงทุนไหลออกกลับลดลงเหลือเพียง 318 ล้านดอลลาร์เท่านั้น นั่นหมายความว่า มีนักลงทุนจำนวนหนึ่ง ที่เริ่มกลับมาเข้าซื้อกองทุน Bitcoin ETF เมื่อราคา Bitcoin ย่อตัวลง
แต่รอบนี้ไม่เหมือนเดิม จากเดิมที่เมื่อราคา Bitcoin ร่วงลง แล้วแรงขายลดลง กลายเป็นว่า ราคา Bitcoin ร่วงลง แต่แรงขายกลับเพิ่มขึ้น โดยไม่มีแรงซื้อจากสถาบันมารองรับ
สัญญาณไม่ดีต่อแนวรับ 60,000 ดอลลาร์
รูปแบบนี้ถูกมองว่า เป็นสัญญาณเชิงลบสำหรับตลาด เพราะแทนที่จะเห็นสถาบันเข้ามาเก็บของ เมื่อราคาเกิดการปรับฐาน แต่กลับเห็นการเร่งเทขายออกต่อเนื่องทุกสัปดาห์ สิ่งนี้อาจบ่งบอกว่า นักลงทุนสถาบันจำนวนมากยังไม่เชื่อว่า โซนที่ระดับ 60,000 ดอลลาร์เป็นจุดที่น่าสนใจพอสำหรับการเข้าซื้อ
ส่งผลให้คือ นักลงทุนฝั่งขาขึ้นที่คาดว่าราคาจะไปต่อ อาจต้องเหนื่อยมากขึ้น เพื่อช่วยกันซื้อ พยุงไม่ให้ราคา Bitcoin ร่วงทะลุ 60,000 ดอลลาร์ สำหรับการป้องกันแนวรับสำคัญที่บริเวณ 60,000 ดอลลาร์
ในขณะที่รายงาน ราคา Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ 63,000 ดอลลาร์ ราคาเพิ่มขึ้น 2.7% ภายใน 24 ชั่วโมง อ้างอิงข้อมูลจาก coinmarketcap แต่ข้อมูลกระแสเงินทุนล่าสุดสะท้อนว่า ความเชื่อมั่นของสถาบันในรอบนี้อ่อนแอกว่าช่วงต้นปีอย่างเห็นได้ชัด และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไป

ที่มา : coindesk
มุมมองผู้เขียน : การเปลี่ยนพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันในเดือนมิถุนายนปี 2026 นี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่น่ากังวล โดยรอบนี้สถาบันเลือกที่จะเทขายมากกว่าจะมองว่าเป็นของเซลราคาถูก ซึ่งสะท้อนชัดว่า เหล่านักลงทุนสถาบันกำลังเริ่มไม่มั่นใจในสถานการณ์ตลาดช่วงนี้

