bitkub-banner

อวสานคริปโทฯ เกลื่อนตลาด! โปรเจกต์แห่ปิดตัวทะลุ 100 แห่ง หลังแฮ็กระบาด-เงินทุนหดหาย

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • โปรเจกต์คริปโทฯ จำนวนมากต้องล้มละลายในปี 2026 จากปัญหาไม่มีผู้ใช้งานจริง ประกอบกับโมเดลการคลังที่พึ่งพาการจ่ายค่าจ้างด้วยเหรียญตนเองล้มเหลวตามราคา 
  • ขณะเดียวกันเงินสำรองที่แห้งขอดทำให้โปรเจกต์ที่ถูกเจาะไม่สามารถฟื้นตัวได้ จนต้องปิดตัวฉุกเฉินและทิ้ง Smart Contracts ไร้ผู้ดูแลไว้เป็นช่องโหว่อันตรายบนเชน
  • RootData ระบุว่าปีนี้อย่างเดียวมีโปรเจกต์ปิดตัวไปแล้วมากกว่า 100 โปรเจกต์ สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจของการอยู่รอดไม่ใช่จำนวนเงินระดมทุน แต่คือรายได้

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในปี 2026 กำลังเผชิญกับการปรับฐานเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่เมื่อโปรเจกต์มากกว่า 100 แห่งต้องทยอยปิดตัวลง อันเกิดจากภาวะโปรเจกต์ล้นตลาดแต่ขาดการใช้งานจริง ยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์แฮกที่รุนแรงขึ้นยังเป็นตัวเร่งให้โปรเจกต์ที่ขาดเงินทุนสำรองอยู่แล้วต้องปิดตัวลงอย่างฉับพลันส่งผลให้เกิดปัญหาตามมามากมาย

ตลาดขาลงปี 2026 แม้ภายนอกจะดูเหมือนเป็นปีที่ไม่ได้เป็นวิกฤตที่รุนแรงอะไรเทียบเท่ากับ Mt.Gox หรือ FTX แต่เบื้องหลังนั้นกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและมีโปรเจกต์กว่า 100 ตัวต้องปิดตัวลง หรือยื่นล้มละลายในปีนี้

อ้างอิงตามข้อมูลจาก RootData ระบุว่า ความถี่ในการปิดโปรเจกต์คริปโทฯในปัจจุบันเริ่มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากกรณีของ BitMEX, BitMart, Movement Labs และ Stori Labs ที่ประกาศปิดตัวตามกันในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ อีกทั้งบริษัทเหล่านี้ยังประกอบธุรกิจที่ไม่เหมือนกันเลย อาทิ เว็บเทรด, DeFi  เป็นต้น

หมดยุค Layer 2 เกลื่อนเมือง

หนึ่งในภาคส่วนที่มีการปิดตัวมากที่สุดในปีนี้ดูเหมือนจะตกเป็นของเครือข่าย Layer2 ที่ตอนนี้ก็เริ่มลดขนาดของระบบนิเวศลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบการเติบโตอย่างรุนแรงในช่วงแรกที่เป็นกระแส

จริงอยู่ที่ว่า Layer 2 ได้ช่วยเข้ามาทำให้การทำธุรกรรมมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง แต่หลังจากที่การเปิดตัวบล็อกเชนใหม่เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น จำนวนของ Layer 2 ชนิดทั่วไปก็เริ่มมีมากจนล้นตลาด ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่ผู้ใช้จะต้องมีเครือข่ายที่ทำหน้าที่เดียวกันหลายตัว อันนำไปสู่การเริ่มกระบวนการคัดสรรทั่วทั้งอุตสาหกรรมคริปโทฯ ไม่ใช่แค่ Ethereum เพียงอย่างเดียว

บรรดาผู้ก่อตั้งและผู้บริหารโปรเจกต์คริปโทฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดคริปโทฯกำลังเกิดการปรับฐานทั่วทั้งวงการ และกำลังประสบปัญหาการระดมทุนที่ยากขึ้น ไม่ต่างอะไรกับบริษัทเทคฯ ตอนเกิดวิกฤตฟองสบู่ดอทคอม

อย่างไรก็ดี สัญญาณดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเติบโตเข้าสู่ยุคที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น แม้จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดในระยะสั้น โดยเครือข่ายที่สามารถก้าวข้ามและผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ จะเป็นเครือข่ายที่ผู้คนใช้งานอย่างแท้จริง

ค่าจ้างเป็นเหรียญ

อีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันกับการล่มสลายของโปรเจกต์คริปโทฯรอบนี้ สามารถโยงไปได้ถึงโมเดลรายได้ของเครือข่าย เพราะพวกเขามักมีการจ่ายเงินค่าจ้างและงบต่างๆ ในรูปแบบของโทเคน ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วโมเดลนี้จะไปรอดได้ก็ต่อเมื่อมูลค่าของโทเคนไม่ลดลง แต่ความจริงเราต่างทราบกันดีว่ามูลค่าของ Altcoins ได้ลดลงไปกว่า 70%-90% ในตลาดหมีทำให้โมเดลดังกล่าวใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

Tally ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเครื่องมือสำหรับ DAO ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้ แม้พวกเขาเคยประมวลผลการชำระเงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และช่วยดูแลความปลอดภัยของสินทรัพย์บนบล็อกเชนสูงถึง 8 แสนล้านดอลลาร์ แต่โปรเจกต์ก็ยังไม่สามารถอยู่รอดได้ในปัจจุบัน 

กรณีเหล่านี้จึงเป็นภาพรวมที่สะท้อนให้เห็นว่าหลายโปรโตคอลมีปริมาณการใช้งานจริงแต่กลับไม่สามารถสร้างรายได้เข้าสู่ธุรกิจ ประกอบกับการคลังของบริษัทพึ่งพาและถือครองเหรียญโทเคนของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งเหรียญเหล่านั้นกำลังเผชิญกับสภาวะมูลค่าดิ่งลงอย่างรุนแรงและยาวนานจนไม่สามารถพยุงธุรกิจต่อไปได้

โดนแฮกครั้งเดียวเท่ากับจบ

นอกเหนือจากปัญหาเรื่องการใช้งานและรายได้แล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้โปรเจกต์น้อยใหญ่ต้องปิดตัวลงไปมากมายคือเรื่องของการแฮกระบบ สูบเงิน ที่มีจำนวนมากขึ้นทุกวันและยากเกินกว่าจะหาทางรับมือได้ตลอด

รายงานจาก Blockaid เปิดเผยว่าในครึ่งแรกของปี 2026 มีการสูญเสียเงินจำนวนกว่า $1.1 พันล้านให้แก่ช่องโหว่ออนเชน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่ายอดทั้งปีของ 2025 แค่คดี Kelp DAO อย่างเดียวในวันที่ 18 เม.ย. ก็มีความเสียหายแล้วกว่า $293 ล้าน จากฝีมือของเกาหลีเหนือ

แต่เดิมเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นคอมมูนิตี้ของโปรเจกต์ก็มักจะรวมตัวกัน และใช้เงินสำรองในคลังเพื่อโปะความเสียหาย แต่เผอิญว่าโปรเจกต์ส่วนใหญ่ที่โดนเจาะแทบจะไม่เหลือเงินในคลังแล้วเนื่องจากตลาดหมี ทำให้โปรโตคอลต้องปิดตัวไปเพราะไม่สามารถหยิบยืมมือใครมาช่วยเหลือให้ผ่านวิกฤติไปได้ และนั่นยังไม่รวมถึงสภาพคล่องในภาพรวมของตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัวนับตั้งแต่การล้างพอร์ตครั้งประวัติศาสตร์ในเดือน ต.ค.

ซอมบี้และผู้รอดชีวิต

อย่างไรก็ตาม การปิดโปรโตคอลบางครั้งก็ไม่สามารถทำได้หมดจดเสมอไป และปัจจุบันปัญหาโปรโตคอลซอมบี้ก็เริ่มกำลังเป็นภัยคุกคามใหม่ที่ซ่อนเร้นในโลกคริปโทฯ เนื่องจากเมื่อทีมพัฒนาแยกย้ายหรือล้มละลาย สมาร์ตคอนแทร็กต์ที่เคยปรับใช้จะยังคงทำงานต่อไปบนบล็อกเชนโดยไม่มีวันตาย 

ดังเช่นกรณีของ Lazy Summer Protocol ที่ถูกแฮกเงินไป $6 ล้าน ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งการโจมตีนี้ถูกย้อนรอยไปพบว่ามีสาเหตุมาจากโค้ดที่ตกค้างของ Stream Finance อันเป็นโปรโตคอลที่ล่มสลายไปตั้งแต่เดือน พ.ย. 2025 ยิ่งไปกว่านั้น การปิดตัวของ Moonbeam ที่หยุดการสร้างบล็อกในวันที่ 31 กรกฎาคม ได้ส่งผลให้สินทรัพย์ทั้งหมดที่ล็อกอยู่ในโปรโตคอล DeFi บนเครือข่ายนี้ไม่สามารถเข้าถึงได้อีกต่อไป 

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจึงเตือนว่า สัญญาไร้เจ้าของเหล่านี้มักมีช่องโหว่ที่ไม่ได้รับการแก้ไขและกลายเป็นวัตถุดิบอันตรายที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ บนเชนหลัก

ในทางกลับกัน กลุ่มผู้รอดชีวิตที่เติบโตได้ท่ามกลางตลาดหมีต่างมีปัจจัยร่วมที่ชัดเจนคือ “การสร้างรายได้เป็นเงินจริงมากกว่าการพึ่งพาเหรียญของตนเอง” เช่น Hyperliquid ที่กวาดค่าธรรมเนียมสะสมทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พร้อมครองส่วนแบ่งตลาดถึง 70% 

ด้าน Aave ผู้นำด้านการกู้ยืมก็ยังมีเงินฝากมากกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2026 และสร้างค่าธรรมเนียมการกู้ยืมได้กว่า 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี แถมยังก้าวผ่านวิกฤตการถอนเงินฝากครั้งใหญ่ได้อย่างมั่นคง 

ขณะที่ Ether.fi ก็กระจายแหล่งรายได้ด้วยการเปิดตัวบัตรเดบิตเชื่อมต่อคริปโทฯจนทำรายได้คิดเป็นครึ่งหนึ่งของโปรโตคอล และมีมูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกล็อกไว้สูงถึง 7.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้รอดชีวิตที่แท้จริงไม่ใช่ผู้ที่มีระดมทุนได้มากที่สุด แต่เป็นผู้ที่สร้างผลิตภัณฑ์ซึ่งผู้คนยินดีจ่ายเงินเพื่อใช้งานจริง

ที่มา : Coindesk