สรุปข่าว
- อัตราส่วนระหว่างมูลค่าตลาดของ Bitcoin กับปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโลกหรือ M2 ในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 0.94% ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าตัวเลขนี้อาจจะต้องย่อตัวลงไปสู่โซนสีน้ำเงินที่ต่ำกว่านี้อีกเล็กน้อยจึงจะสามารถยืนยันการเป็นจุดต่ำสุดของรอบได้อย่างแท้จริง
- แรงเทขายจากฝั่งนักลงทุนสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการถอนเงินออกจากกองทุน Spot Bitcoin ETF รวมแล้วกว่า 5,568 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาเหรียญร่วงลงจากระดับเกือบ 80,000 ดอลลาร์มาอยู่ที่ประมาณ 62,089 ดอลลาร์
- ปริมาณสำรองของ Bitcoin บนกระดานเทรดแบบส่วนกลางปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการที่เหรียญถูกโอนกลับเข้ามาในระบบเทรดมากขึ้นมักจะสร้างแรงกดดันในฝั่งอุปทาน ควบคู่ไปกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ทำให้นักลงทุนพากันหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เนื่องจากสัญญาณทางเทคนิคและแรงเทขายจากฝั่งสหรัฐฯ ยังคงหนาแน่น ประกอบกับปริมาณเหรียญที่ไหลเข้ากระดานเทรดเพิ่มขึ้นและปัจจัยความขัดแย้งระดับโลกที่ยังคงกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น
สถานการณ์ของ Bitcoin ในช่วงนี้ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ระหว่าง 59,000 ถึง 63,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยแรงซื้อที่จะช่วยหนุนให้ราคาดีดตัวกลับขึ้นมานั้นยังคงค่อนข้างอ่อนแรง ในขณะเดียวกันข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสภาพคล่องในตลาดโลกก็กำลังส่งสัญญาณเตือนว่าราคาอาจจะย่อตัวลงได้อีกก่อนที่จะเริ่มสร้างฐานเพื่อกลับเป็นขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

ตัวบ่งชี้ที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจในตอนนี้คืออัตราส่วนระหว่างมูลค่าตลาดของ Bitcoin เทียบกับปริมาณเงินหมุนเวียนในโลกหรือ M2 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินว่ามูลค่าของเหรียญในขณะนั้นสูงเกินไปหรือต่ำกว่าความเป็นจริง โดยล่าสุดตัวเลขนี้อยู่ที่ระดับ 0.94%
แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะดูเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำ แต่จากการวิเคราะห์สถิติในอดีตพบว่าตัวเลขนี้จำเป็นต้องดิ่งลึกลงไปจนถึงโซนสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเป็นจุดที่บ่งบอกถึงจุดต่ำสุดของตลาด ก่อนที่เม็ดเงินสภาพคล่องจะหมุนเวียนกลับเข้ามาสู่สินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ส่วนในอดีตตอนที่อัตราส่วนนี้พุ่งแตะ 2% จะเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดเริ่มร้อนแรงเกินไปและนำไปสู่การปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายังไม่สามารถฟื้นตัวได้คือแรงเทขายอย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนในฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้เล่นหลักในตลาด โดยกลุ่มนี้ได้เดินหน้าขายเหรียญออกผ่านกองทุน Spot Bitcoin ETF จนทำให้มีเงินไหลออกจากกองทุนสะสมแล้วกว่า 5,568 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่เริ่มมีการเทขายเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงนั้นราคาซื้อขายยังอยู่สูงถึง 79,146 ดอลลาร์ ก่อนจะร่วงลงมาเหลือประมาณ 62,089 ดอลลาร์ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ดัชนี Coinbase Premium Index ซึ่งเป็นตัววัดความต่างของราคาระหว่างกระดานเทรดในสหรัฐฯ กับกระดานเทรดโลก ก็ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับติดลบ 0.07 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านักลงทุนชาวอเมริกันยอมซื้อเหรียญในราคาที่ถูกกว่าตลาดโลก ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนถึงความต้องการซื้อที่ลดลงอย่างน่ากังวล และหากตัวเลขนี้ยังคงติดลบลึกลงไปอีก ก็อาจจะนำไปสู่แรงเทขายที่รุนแรงมากขึ้นจากนักลงทุนกลุ่มนี้
ความกังวลดังกล่าวยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างจนทำให้ปริมาณ Bitcoin ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในกระดานเทรดส่วนกลางปรับตัวสูงขึ้น โดยตัวเลขสำรองนี้ขยับจาก 2.37 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2.41 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ซึ่งปริมาณเหรียญที่เพิ่มขึ้นมาอีกราว 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้สามารถถูกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์อื่นหรือเทขายออกมาได้ตลอดเวลา จึงกลายเป็นแรงกดดันสะสมที่บดบังแนวโน้มการฟื้นตัวของราคา

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ระดับโลกก็ไม่ได้เป็นใจให้กับสินทรัพย์เสี่ยงเท่าใดนัก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ยิ่งทำให้นักลงทุนเลือกที่จะจำกัดความเสี่ยงและชะลอการลงทุนในตลาดคริปโตออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์ต่างๆ จะมีความชัดเจนมากกว่านี้
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าตัวเลข M2 และข้อมูลการไหลเข้าออกของเหรียญบนกระดานเทรดเป็นสิ่งที่เราละเลยไม่ได้เลยครับ ในช่วงที่แรงซื้อจากฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นกำลังหลักผ่านกองทุน ETF เริ่มแผ่วลงแบบนี้ ประกอบกับปัญหาระดับโลกที่เข้ามารุมเร้า การเลือกที่จะชะลอการลงทุนและรอให้ราคาเริ่มสร้างฐานที่มั่นคงในโซนต่ำสุดที่แท้จริงน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักลงทุนในเวลานี้ครับ

