สรุปข่าว
- Trent Van Epps อดีตผู้ประสานงานการพัฒนาแกนหลักของ Ethereum Foundation (EF) ที่ทำงานมา 5 ปี ได้ออกมาเตือนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 ว่า Ethereum อาจเผชิญวิกฤตด้านเงินทุนสำหรับการพัฒนาหลักภายใน 3-9 เดือน โดยประเมินว่าการรักษาทีม Client กว่า 10 ทีมและโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องต้องการงบประมาณราว $30 ล้านต่อปี
- ในวันเดียวกัน Hsiao-Wei Wang ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารร่วมและสมาชิกคณะกรรมการ EF ทันที กลายเป็นผู้อำนวยการบริหารคนที่ 2 ที่ออกจากองค์กรในรอบ 4 เดือน หลังจาก Tomasz Stańczak ลาออกในเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ EF เหลือผู้อำนวยการบริหารเพียงคนเดียวโดยไม่มีโครงสร้างผู้นำรองรับ
- ต้นตอของวิกฤตมาจากสองแรงพร้อมกัน ได้แก่ Client Incentive Program (CIP) ที่สิ้นสุดในเดือนเมษายน 2026 โดยไม่มีโปรแกรมทดแทน และนโยบายของ EF ที่จะลดการใช้จ่ายลงจาก 15% เป็น 5% ต่อปี ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วสร้างรอยแหว่งเชิงโครงสร้างที่ใหญ่เกินกว่าที่ชุมชนรับรู้อยู่มาก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
คำเตือนนี้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับ ETH ในช่วงที่ราคาอยู่ที่ $1,690–$1,704 และตลาดยังถูกปกคลุมไปด้วยความกลัวอยู่แล้วด้วย การที่ทั้งผู้นำและเงินทุนหายไปพร้อมกันส่งผลต่อความเชื่อมั่น ในการเดินหน้าตามแผนงานระยะยาว อย่างไรก็ตามหากชุมชน Ethereum แก้ปัญหาได้เร็วผ่านโปรโตคอลหรือโมเดลใหม่ อาจดึง Ethereum ขึ้นมาได้ในระยะยาว
สองเรื่องใหญ่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันเดียว
Van Epps ไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์ภายนอกที่หยิบยกความกังวลเชิงทฤษฎี เขาฝังตัวอยู่ในกลไกที่กำลังเตือนนี้มาตลอด 5 ปีในฐานะผู้ประสานงานการพัฒนาแกนหลักและด้าน Protocol Guild ซึ่งทำให้กรอบเวลา 3-9 เดือนที่เขาระบุมีน้ำหนักที่ควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง
ในวันเดียวกันนั้นเอง Hsiao-Wei Wang ประกาศลาออกจาก EF ทันที เธอซึ่งเคยลางานพักร้อนก่อนหน้านี้กล่าวขอบคุณ Bastian Aue ที่นำพาองค์กรผ่านช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งปัจจุบัน Aue ที่เคยเป็นเพียงผู้นำอวยการบริหารร่วมชั่วคราวก็ได้กลายเป็นผู้อำนวยการบริหารคนเดียวที่เหลืออยู่ โดยไม่มีการประกาศโครงสร้างผู้นำใหม่
Client Incentive Program เสาหลักที่หายไปโดยไม่มีใครทดแทน
Client Incentive Program หรือ CIP เปิดตัวในปี 2021 เพื่อสนับสนุนทีมที่รักษา Client หลักของ Ethereum ทั้ง Execution และ Consensus ภายใต้โปรแกรม ทีมที่มีสิทธิ์ทั้ง Geth, Prysm, Lighthouse, Nethermind, Nimbus, Teku, Besu, Erigon และ Lodestar ต่างได้รับ Grant รวม 4,608 ETH ต่อทีม โดยปล่อยสิทธิ์ทยอยตามผลการทำงานที่ตรงกับผลประกอบการตลอด 4 ปี โปรแกรมนี้สิ้นสุดในเดือนเมษายน 2026 และ Van Epps ระบุว่าไม่มีกลไกทดแทนที่เกิดขึ้น
EF หั่นงบจาก 15% เหลือ 5%
Ethereum Foundation วางแผนลดการใช้จ่ายลงจาก 15% เป็น 5% ต่อปีภายในปี 2030 เพื่อยืดอายุการดำเนินงานและรักษาความเป็นอิสระในระยะยาว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลในเชิงการเงินขององค์กร แต่เมื่อรวมกับการที่ CIP หมดอายุโดยไม่มีโปรแกรมทดแทน กลับเพิ่มความยากลำบากเรื่องเงินทุนให้แก้นักพัฒนาหลักของเครือข่าย
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้นคือ EF ปัจจุบันถือ ETH น้อยกว่า 0.1% ของ Supply ทั้งหมด และไม่ได้รับรายได้โดยตรงจากการ Stake หรือค่าธรรมเนียมของเครือข่าย ทำให้คลังของ EF ขึ้นอยู่กับราคา ETH อย่างเต็ม ๆ กล่าวคือยิ่งราคา ETH ต่ำเท่าไหร่ งบประมาณก็ยิ่งหดตัวเร็วขึ้นเท่านั้น
ในวันเดียว Ethereum เจอ 2 ข่าวที่ไม่ดีพร้อมกันทั้งผู้นำที่ถอนตัวและเงินที่กำลังจะหมด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคำเตือนคือว่าระบบนิเวศของพวกเขาจะจัดการตัวเองเพื่อแก้ปัญหานี้ได้เร็วแค่ไหน คำเตือนของ Van Epps น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ภายนอก แต่คือคนที่รันระบบนี้มา 5 ปีและรู้ปัญหาจริ งๆ ไม่ใช่ว่า Ethereum จะตาย แต่คือ ในอีก 12-18 เดือน ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจสร้างความลำบากให้แก่ทั้งชุมชนและนักลงทุนเป็นวงกว้าง
ที่มา: coinbureau, CryptoNews, CryptoBriefing, CryptoTimes

