bitkub-banner

GoMining เปิดตัวระบบชำระเงินด้วย Bitcoin สปีดเร็วชั่วพริบตา ท้าชน Lightning Network

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • GoMining เปิดตัวระบบชำระเงิน GoBTC Pay โดยความพิเศษคือเป็นการทำธุรกรรมผ่าน Native BTC บนเครือข่ายหลักโดยตรงแทบจะทันที ไม่ต้องพึ่งพาเลเยอร์ 2
  • ในเชิงเทคนิคเป็นเพียงการแยกประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดูเหมือนจะเสร็จทันที เพราะการบันทึกข้อมูลลงบล็อกเชนบิทคอยน์จริง ๆ จะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 12 ชั่วโมง
  • ตัวระบบถูกตั้งคำถามถึงความเสี่ยงรูปแบบใหม่เนื่องจากเป็นการมอบอำนาจให้พูลขุดของ GoMining เป็นผู้ควบคุมความเร็วและการจัดลำดับการเคลียร์ยอดแต่เพียงผู้เดียว

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

GoMining ประกาศเปิดตัวระบบชำระเงิน GoBTC Pay หวังเปิดทางให้ร้านค้าสามารถเปิดรับชำระเงินด้วยบิทคอยน์แท้โดยตรงโดยไม่ต้องวิ่งอ้อม  อย่างไรก็ดี นวัตกรรมนี้ตามมาด้วยข้อกังขาเรื่องความเสี่ยงรูปแบบใหม่ในหลากหลายประเด็น ทั้งเรื่องของการรวมศูนย์และระบบหลังบ้านที่ยังช้ากว่าที่ปรากฏ

เมื่อพูดถึงการใช้ Bitcoin เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในชีวิตประจำวันหลายคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการอาจเลือกใช้ Lightning Network ในการโอนเนื่องจากเร็วกว่าเครือข่ายหลัก แต่ถึงอย่างนั้นตัวของ Lightning ก็ยังเรียกไม่ได้เต็มปากว่าเป็นระบบชำระเงินแบบทันที

ล่าสุด GoMining ได้ทำการเปิดตัว GoBTC Pay ระบบชำระเงินรูปแบบใหม่ที่พวกเขาอ้างว่าสามารถทำธุรกรรมเสร็จสิ้นแทบจะทันทีไม่ต้องรออีกต่อไป โดยที่ SDK และ API Gen1 ได้มีสถานะใช้งานได้แล้วตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทำให้พ่อค้าแม่ค้าและผู้ให้บริการกระเป๋าเงินสามารถรันระบบชำระเงินดังกล่าวได้แล้ว

พวกเขาเปิดเผยว่าระบบยังคงใช้ BTC เป็นสินทรัพย์ในการชำระเงิน ณ จุดขาย (Point of Sale) ตามปกติ ในขณะที่เส้นทางการรับชำระและการชำระดุลขั้นสุดท้ายจะถูกส่งผ่านโครงสร้างพื้นฐานการขุดของ GoMining โดยตรง ซึ่งเครือข่าย Lightning Network, wrapped BTC, ไซด์เชน ตลอดจนกระบวนการแปลงเป็นเงินเฟียต ล้วนอยู่นอกเหนือกระบวนการที่ GoMining อธิบายไว้ข้างต้น

กล่าวคือ พวกเขาใช้ไม่ต้องวิ่งอ้อมไปใช้บริการอื่นแต่มีทางลัดส่วนตัวในการรับธุรกรรมและเคลียร์ยอด ให้ร้านค้าโดยตรง ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ได้รับความเร็วที่มากขึ้น ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมธุรกรรมโดยตรง  

ปัจจุบัน GoBTC Pay จะเริ่มต้นทดสอบกับร้านค้าพันธมิตรจำนวน 10 แห่ง และมีร้านค้าอีกหลายพันร้านกำลังต่อคิวร่วมเข้าระบบในอนาคต ทำให้ตอนนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นขั้นของการทดสอบในสนามจริง

ความเสี่ยงรูปแบบใหม่

GoMining says เผยว่า ในขณะที่บริษัทผู้ให้บริการธุรกรรม Bitcoin ส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาเครือข่ายเหมืองขุดจากภายนอก แต่พวกเขาเลือกที่จะใช้ระบบเหมืองขุดของตนเองดำเนินการแทน ซึ่งฟังดูเหมือนจะดีแต่ก็ยังมีจุดอ่อน เพราะระบบดังกล่าวใช่ว่าจะทำให้ธุรกรรม Bitcoin เร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด เนื่องจากรูปแบบการทำงานของระบบนี้คือการแยกประสบการณ์การใช้งานหน้าบ้าน ออกจากระบบการชำระเงิน ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง 

ในฝั่งของร้านค้านั้น เมื่อมีการชำระเงินเกิดขึ้น ระบบจะแสดงสถานะการทำธุรกรรมว่าสำเร็จในทันที ซึ่งรวดเร็วพอที่จะช่วยให้ร้านค้าสามารถปิดการขายได้  ในขณะที่กระบวนการชำระดุลขั้นสุดท้ายบนเครือข่ายบิทคอยน์จะค่อย ๆ ดำเนินการตามมาในภายหลัง โดยระบบ GoBTC ได้ตั้งเป้าหมายระยะเวลาเฉลี่ยในการชำระดุลบนเชนไว้ที่ประมาณ 12 ชั่วโมง ผ่านพูลขุดของทาง GoMining เอง ซึ่งหมายความในทางปฏิบัติว่า แม้หน้าจอจะแสดงผลว่าลูกค้าจ่ายเงินสำเร็จแล้ว แต่ร้านค้าอาจต้องรอคอยนานถึง 12 ชั่วโมงกว่าที่เม็ดเงินจะเข้าไปอยู่ในกระเป๋าจริง  ๆ

ส่วนผู้ใช้งาน ก็จะประสบกับความเสี่ยงของการรวมศูนย์ ฝากความหวังไว้กับพูลขุดของ GoMining แต่เพียงผู้เดียว ทั้งในเรื่องการจัดลำดับธุรกรรม และความเร็วในการเคลียร์ยอดที่ทางแพลตฟอร์มยอมรับว่า เหมืองขุดจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเลือกธุรกรรมและอนุมัติการชำระดุลแต่เพียงผู้เดียว 

ประเด็นถัดมา คือเรื่องของการจัดเก็บสินทรัพย์ ปัจจุบัน GoMining เลือกใช้ระบบกุญแจร่วมแบบ 3 ทาง (3-way Multisig) ดอกหนึ่งอยู่กับผู้ใช้ ดอกหนึ่งอยู่กับทางเหมือง ส่วนดอกสุดท้ายไม่มีการเปิดเผยว่า อยู่กับใครทำให้เกิดคำถามว่าจะมีขั้นตอนการกู้คืนอย่างไรเมื่อระบบล่ม และจะรองรับการเชื่อมต่อกับกระเป๋าเงินภายนอกได้ดีแค่ไหน

โจทย์ใหญ่ข้อสุดท้ายจึงไปตกอยู่ที่กลุ่มนักพัฒนาแอปพลิเคชันกระเป๋า Wallet ที่ต้องนำประเด็นเหล่านี้ไปชั่งน้ำหนักว่า การลงทุนเชื่อมต่อ API เข้ากับระบบดังกล่าวนั้นมีความคุ้มค่าหรือไม่ เพราะนั่นอาจหมายถึงการชักนำผู้ใช้งานของตนเองเข้ามาผูกติดอยู่กับกลไกการเคลียร์ยอดที่ถูกผูกขาดโดยเหมืองขุดเพียงรายเดียว 

ที่มา: Cryptoslate


มุมมองผู้เขียน : ถ้าหากมีร้านค้ารายใหญ่เปิดรับระบบของ GoMining มุมมองของพวกเขาก็จะได้รับการยืนยันว่าเหมืองขุดนั้นก็สามารถผันตัวมาเป็นผู้ให้บริการด้านการชำระเงินได้เช่นกันซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งตัวผู้ใช้และอุตสาหกรรม