bitkub-banner

นักวิจารณ์เตือน BIP-110 อาจทำให้การเก็บ Bitcoin ด้วยตัวเองไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ข้อเสนออัปเกรด Bitcoin BIP-110 กำลังเกิดดราม่าหนักหลังพบช่องโหว่สำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของผู้ใช้
  • Farside เตือนว่าข้อเสนอนี้จะส่งผลให้กระเป๋าเงินระบบมินิสคริปต์ ยังคงเปิดให้ส่งเงินเข้ากระเป๋าได้ตามปกติ แต่กฎฉันทามติใหม่จะทำให้ไม่สามารถถอนเงินออกมาใช้ได้อีก
  • ข้อเสนอนี้มีกำหนดเปิดใช้งานผ่านการบังคับส่งสัญญาณที่บล็อกหมายเลข 961,632 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2026 ทว่าปัจจุบันยังได้รับเสียงสนับสนุนน้อยมาก

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

ข้อเสนอ BIP-110ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นธุรกรรมบวมโตในบล็อกเชน Bitcoin กำลังเกิดดราม่าขึ้น เมื่อมีการพบปัญหาความเข้ากันได้ของระบบซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัวเพราะระบบยังอนุญาตให้ฝากเงินเข้าได้แต่เงื่อนไขฉันทามติใหม่จะส่งผลให้เงินถูกล็อกถาวรจนไม่สามารถถอนออกมาใช้ได้ เกิดกลายเป็นดราม่าใหญ่ในชุมชน

Bitcoin สินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลก ปัจจุบันดูเหมือนว่ากำลังจะประสบกับปัญหาการอัปเดตและความขัดแย้งภายในชุมชนนักพัฒนา เมื่อมีการตรวจพบว่าข้อเสนอ BIP-110 อาจส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋านักลงทุนจำนวนมาก

BIP-110 คืออะไร?

BIP-110 มีชื่อเต็มว่า Reduced Data Temporary Softfork (RDTS) เป็นข้อเสนอการปรับปรุงเครือข่าย Bitcoin แบบ Soft Fork ชั่วคราว ซึ่งถูกนำเสนอโดย Dathon Ohm ในช่วงปลายปี 2025 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมและลดปริมาณข้อมูลขยะบนบล็อกเชน เช่น ข้อมูลจากการจารึกสินทรัพย์ประเภท Ordinals

เป้าหมายสำคัญของการผลักดันข้อเสนอนี้ คือการพยายามดึงให้ระบบของ Bitcoin กลับมามุ่งเน้นที่การทำหน้าที่เป็น “ระบบการเงิน” อย่างแท้จริง แทนที่จะถูกนำพื้นที่ไปใช้งานเป็นเพียงฐานข้อมูลอเนกประสงค์ทั่วไป 

อย่างไรก็ตาม จวบจนถึงปัจจุบัน ข้อเสนอ BIP-110 ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปเพื่อนำมาใช้งานจริงได้ เนื่องจากนักพัฒนายังคงพบช่องโหว่ทางเทคนิคบางประการที่อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบ ซึ่งนักพัฒนา Bitcoin ยังคงต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป

ประเด็นดราม่า

ดราม่าในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ Fred Krueger ผู้สนับสนุน BIP-110 ยืนยันว่า การอัปเกรดดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อกฎเกณฑ์และคุณสมบัติทางการเงินที่เป็นแก่นหลักของ Bitcoin  ไม่ว่าจะเป็นอุปทาน 21 ล้าน , PoW , Lightning, กระเป๋า multisig , self-custody รวมไปถึงที่อยู่กระเป๋า Address ต่างๆ ซึ่งระบบทั้งหมดนี้จะยังคงทำงานได้ตามปกติ 

Krueger อธิบายเพิ่มเติมว่า ผลกระทบหลักจากการอัปเกรดจะเกิดขึ้นเฉพาะกับชุดข้อมูลสุ่มขนาดใหญ่ (Arbitrary data) ที่ถูกนำมาจารึกไว้บนบล็อกเชนโดยโปรโตคอลอย่าง Ordinals, Runes  และอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งระบบเหล่านี้จะถูกระงับไม่ให้สามารถใช้งานได้อีกต่อไป 

อย่างไรก็ตาม Farside กลับโต้แย้งว่าข้อเสนอ BIP-110 จะเป็นการสั่งห้ามฟีเจอร์การเขียนสคริปต์บน Taproot หลายตัว ซึ่งรวมไปถึงคำสั่งปฏิบัติการสำคัญอย่าง OP_IF ที่ใช้งานโดยมินิสคริปต์ด้วย 

ตามคำอธิบายของ Farside ระบุว่า หากการทำ Soft Fork ดังกล่าวเริ่มมีผลบังคับใช้ บรรดากระเป๋าคริปโตที่รองรับระบบมินิสคริปต์ จะยังคงเปิดทางให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างและส่งเงินไปยังที่อยู่กระเป๋าที่ถูกสร้างขึ้นจากตัวสคริปต์ที่ถูกสั่งห้ามไปแล้วเหล่านั้นได้ ซึ่งนี่ถือเป็นช่องโหว่ทางเทคนิคที่อาจสร้างความสับสนและนำไปสู่ปัญหาความยุ่งยากในการจัดการสินทรัพย์ตามมาได้ 

อธิบายให้เข้าใจง่ายการอัปเกรดใหม่นี้ก็เหมือนการที่คุณสร้างตู้เซฟด้วยกุญแจแบบพิเศษ แต่กฎใหม่กลับบอกว่า กุญแจแบบนี้ห้ามใช้แล้ว ผลคือ ตู้เซฟยังล็อกอยู่ และคุณเปิดมันไม่ได้แม้จะเคยมีกุญแจดอกเดิมที่ไขได้ แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้วปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะส่งผลกระทบถึง ถ้าไม่ได้ไปยุ่งกับโค้ดหรือระบบที่ซับซ้อน

สิ่งที่ย้อนแย้งก็คือ ซอฟต์แวร์ Bitcoin Knots เวอร์ชันล่าสุด ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรแกรมรันโหนดที่ให้การสนับสนุนข้อเสนอ BIP-110 นั้น ตัวระบบของมันเองกลับสามารถสร้างที่อยู่กระเป๋าที่ไม่รองรับกับเกณฑ์ใหม่เหล่านี้ขึ้นมาได้เสียเอง

Farside ยังได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่ลึกไปกว่านั้นว่า BIP-110 จะสั่งห้ามการสร้างผลลัพธ์ธุรกรรมรูปแบบใหม่อย่าง Pay-to-Public-Key (P2PK) ซึ่งเป็นประเภทของสคริปต์ที่เคยถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในช่วงยุคแรกเริ่มของบิทคอยน์ และในปัจจุบันมีเหรียญบิทคอยน์ถูกจัดเก็บอยู่ภายในนั้นมากกว่า 1.7 ล้าน BTC

อย่างไรก็ตาม การนำผลธุรกรรมรูปแบบ P2PK ที่มีอยู่เดิมออกมาใช้จ่าย จะยังคงสามารถทำได้ แม้ว่าในบางสถานการณ์ ข้อเสนอดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดการระงับเงินทุนชั่วคราว หรือทำให้ผู้ใช้งานต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูล

ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวจะสามารถเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อ มีกลุ่มนักขุดจำนวนอย่างน้อย 55% ส่งสัญญาณให้การสนับสนุนในระหว่างช่วงที่มีการปรับความยากในการขุด หรือในกรณีที่ไม่เป็นไปตามนั้น ข้อเสนอนี้จะถูกเปิดใช้งานผ่านกระบวนการบังคับส่งสัญญาณโดยจะเริ่มต้นที่บล็อกหมายเลข 961,632 ซึ่งคาดว่าจะขุดไปถึงในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2026 นี้

ปัญหาที่มากกว่าแค่ความเข้ากันได้ของกระเป๋า

Krueger และกลุ่มผู้สนับสนุนรายอื่น ๆ มองว่าสินทรัพย์ประเภท Inscriptions, โทเคนมาตรฐาน BRC-20 และการใช้งานในลักษณะเดียวกันนั้น ได้สร้างความบวมโตที่ไม่มีความจำเป็นให้แก่ระบบเครือข่าย และข้อเสนอใหม่นี้ก็คือ แนวทางในการสกัดกั้นธุรกรรมจำพวกดังกล่าวโดยไม่ไปแตะต้องหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินของ Bitcoin

ทว่าคนอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงช่องพอดแคสต์ชื่อดังอย่าง Block Runner กลับปฏิเสธเหตุผลข้อนั้น โดยยืนยันว่า ยอดสะสมของ Inscriptions จำนวน 126.7 ล้านรายการบนเครือข่ายบิทคอยน์นั้น คิดเป็นมูลค่าในระบบเพียงแค่ 1.267 BTC เท่านั้น ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมากจนพวกเขาเปรียบเปรยว่าเป็นเหมือนแค่เหรียญที่ร่วงหล่นลงไปในมหาสมุทร

ในมุมมองของพวกเขา บรรดากลุ่มนักขุดที่ได้รับกำไรเป็นกอบเป็นกำจากกิจกรรมเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงพูลขุดยักษ์ใหญ่อย่าง AntPool, ViaBTC, SpiderPool, F2Pool และ Luxor ซึ่งกำลังเข้ามาเป็นโหนดช่วยชดเชยงบประมาณด้านความปลอดภัยของบิทคอยน์ที่กำลังลดน้อยถอยลง ในขณะที่ตัวข้อเสนอ BIP-110 เองนั้น กลับได้รับเสียงสนับสนุนจากฝั่งนักขุดและผู้รันโหนดเพียงหยิบมือเท่านั้น

อย่างไรก็ดี กิจกรรมบนเครือข่ายของบิทคอยน์ยังคงรักษาตัวเลขในระดับสูงตลอดช่วงเวลานี้โดยไม่สนต่อสถานการณ์ด้านราคา โดยข้อมูลล่าสุดจาก CryptoQuant แสดงให้เห็นว่า ปริมาณการใช้งานเครือข่ายนั้นพุ่งเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าราคาของ BTC จะดิ่งลงไปต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์สหรัฐก็ตาม ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ความต้องการพื้นที่บนบล็อก ไม่ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร ก็จะยังไม่หายไปไหนในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน

ที่มา : Cryptopotato


มุมมองผู้เขียน : วิกฤต BIP-110 กำลังจะกลายเป็นสงครามทางอุดมการณ์รอบใหม่ของ Bitcoin ที่ถ้าปล่อยไว้และไม่ได้ข้อสรุปที่ดีพออาจลงเอยด้วยการแตกหักของชุมชนจนเกิดเป็นการ Hard Fork ที่รุนแรงอีกครั้งขึ้นมาได้