สรุปข่าว
- เจ้าของธุรกิจเนื้อตากแห้งวัย 20 ปี แชร์เรื่องราวบน Reddit ว่าเขาได้นำวงเงินสินเชื่อเบิกเกินบัญชี 20,000 ดอลลาร์ ที่ใช้เพื่อประคองธุรกิจไปทุ่มซื้อหุ้น MicroStrategy
- แม้พอร์ตจะติดลบอย่างรุนแรงจากต้นทุนที่ย่ำแย่ แต่เขากลับทำสวนทางคนทั่วไปด้วยการเทขายหุ้นตัวอื่นทิ้งทั้งหมด แล้ว DCA ถมในหุ้น MSTR เพิ่ม
- เขาได้รับแรงบันดาลใจจาก Michael Saylor ซีอีโอผู้โด่งดังที่ชอบกู้เงินมาซื้อ Bitcoin และมองว่าพวกเขาทั้งคู่เป็นบุคคลเดียวกัน
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
เกิดเรื่องราวสุดระห่ำถูกแชร์บนเว็บบอร์ด Reddit เมื่อเจ้าของธุรกิจเนื้อตากแห้งวัย 20 ปี ที่ตัดสินใจนำเงินสินเชื่อเบิกเกินบัญชีมูลค่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ควรจะนำไปหมุนกลับนำไปทุ่มซื้อหุ้น MSTR หมดหน้าตัก เนื่องจากเขาศรัทธาในแนวทางของ Michael Saylor ที่ใช้เงินกู้ไปสะสม Bitcoin และอยากที่จะเดินรอยตาม
ปกติการบริหารความเสี่ยงถือเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน แต่สำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ การกระจายความเสี่ยงตามแบบแผนดั้งเดิมอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนแบบก้าวกระโดด
ด้วยเหตุนี้เราจึงมักพบเห็นพฤติกรรมการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงอย่างการ “ทุ่มหมดหน้าตัก” หรือ All-in เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตลาดเกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้มักมองว่าเป็นจังหวะสำคัญในการเข้าซื้อสินทรัพย์เพื่อเก็งกำไร
ตัวอย่างล่าสุดที่ชัดเจนที่สุดคือ วีรกรรมสุดระห่ำที่ถูกนำมาแชร์บนเว็บบอร์ด Reddit ในห้องนักเทรดชื่อดังอย่าง r/wallstreetbets เมื่อมีชายหนุ่มวัย 20 ปี เจ้าของธุรกิจเนื้อตากแห้ง (Beef Jerky) ได้ตัดสินใจเทหมดหน้าตักด้วยเงินทุนที่เขายังไม่มีอยู่ในมือเลยด้วยซ้ำ
จุดเริ่มต้นของความบ้าระห่ำนี้ เกิดจากการที่เขามานั่งคำนวณรายได้ แล้วพบว่าความเหนื่อยยากจากการทำธุรกิจ เมื่อหักลบต้นทุนแล้วเหลือกำไรเพียง 11 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงเท่านั้น จนทำให้เขาถอดใจคิดจะปิดกิจการทิ้ง และหันไปหาหนทางรวยในช่องทางอื่นแทน
แต่ก่อนที่เขาจะปิดกิจการลง ธนาคารกลับมองเห็นว่าธุรกิจขนาดเล็กของเขามีศักยภาพที่จะกลับมารุ่งได้จึงทำการมอบสินเชื่อวงเงินเบิกเกินบัญชี (Overdraft หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า OD) เป็นจำนวน 20,000 ดอลลาร์ ประมาณ 6.6 แสนบาท เพื่อนำมาใช้หมุนธุรกิจให้อยู่รอด
ทว่า แทนที่เขาจะนำเงินกู้ก้อนนั้นไปใช้ในการซื้อเนื้อตากแห้งเพิ่ม เขากลับนำเงินไปทุ่มซื้อหุ้น MSTR ของ Strategy บริษัทคลัง Bitcoin อันดับหนึ่งของโลกแบบสุดตัว

เจ้าของโพสต์กล่าวติดตลกว่า Michael Saylor ตื่นมาทุกเช้าเพื่อกดซื้อ Bitcoin ด้วยเงินที่ตนเองไม่ได้มีอยู่จริง และเขาก็นับถือผู้ชายคนนี้มากกว่าใครในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่เลย สิ่งที่ Saylor ทำอยู่ในตอนนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับสิ่งที่เขาทำกับเงินซื้อเนื้อแห้ง พวกเราสองคนคือ คนคนเดียวกันชัด ๆ เพียงแต่ Saylor กำลังเล่นแร่แปรธาตุกับเงินระดับพันล้านก็เท่านั้นเอง
ปัจจุบัน เจ้าของโพสต์ยังคงถือหุ้น MSTR ไว้กับตัวจำนวน 350 หุ้น แต่ด้วยความที่ราคาเข้าซื้อถัวที่มีอยู่เดิมของเขานั้นย่ำแย่อยู่แล้วทำให้ตอนนี้พอร์ตยิ่งติดลบหนักเข้าไปอีก

หากเป็นนักลงทุนปกติ เมื่อเผชิญกับสภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยความกลัว ก็อาจเลือกที่จะยอมตัดขาดทุนและขายหุ้นทิ้งเพื่อมูฟออน แต่ชายหนุ่มรายนี้กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยเขาตัดสินใจเทขายหุ้นตัวอื่นๆ ในพอร์ตทิ้งทั้งหมด แล้วนำเงินทุนที่เหลือ รวมถึงกระแสเงินสดจากธุรกิจเนื้ออบแห้ง มาทำการถัวเฉลี่ยเพื่อทุ่มซื้อหุ้น MSTR เพิ่มแบบหมดหน้าตัก
เขาอธิบายถึงทฤษฎีการลงทุนของตนเองว่าเรียบง่ายมาก โดยมองว่าหาก Bitcoin คือสินทรัพย์ที่จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินทุนจากทั่วโลกได้ต่อไป หุ้น MSTR ก็เปรียบเสมือนเครื่องมือ Leverage ของความเชื่อมั่นนั้น ดังนั้นเขาจึงมองว่าความตื่นตระหนกและแรงเทขายที่กำลังเกิดขึ้นในตลาด ณ ขณะนี้ เป็นเพียงความตื่นตูมที่มากจนเกินเหตุ
นอกจากนี้เจ้าของโพสต์ยังได้กล่าวทิ้งท้ายแบบติดตลกร้ายด้วยว่า “ธนาคารเข้าใจว่าผมกู้เงินมาเพื่อซื้อสินค้าคงคลังตุนไว้ ซึ่งไอ้สินค้าคงคลังที่ว่านั้นแท้จริงแล้วก็คือ Bitcoin นั่นแหละ ถ้าว่ากันตามทฤษฎี ผมก็ยังอยู่ในธุรกิจ Jerk เหมือนเดิม เพียงแต่ตอนนี้เปลี่ยนมาลุ้นระทึกเสียวสันหลังกับเนื้อคนละแบบก็เท่านั้นเอง” (เป็นการเล่นคำสแลงภาษาอังกฤษระหว่างคำว่า Jerky และ Jerk)
วีรกรรมความใจถึงในครั้งนี้ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากสมาชิกในชุมชน r/wallstreetbets จนหลายคนเข้ามาแสดงความเห็นว่า พวกเขาอาจกำลังร่วมเป็นพยานในการถือกำเนิดของ “ตำนานบทใหม่” ประจำเว็บบอร์ด พร้อมกับพร้อมใจกันตั้งฉายาให้ชายหนุ่มคนนี้ว่า “Beef Jerky guy” นับแต่นี้เป็นต้นไป
ที่มา: Reddit
มุมมองผู้เขียน : การนำเงินกู้ระยะสั้นที่มีดอกเบี้ยสูงอย่างวงเงิน OD สำหรับธุรกิจ ไปลงทุนแบบกระจุกตัวในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงและพ่วงเลเวอเรจทางอ้อมอย่าง MSTR ถือเป็นความเสี่ยงที่อันตรายถึงชีวิต เพราะนอกจากจะผิดวัตถุประสงค์การกู้ยืมจนอาจถูกธนาคารเรียกคืนเงินทันทีแล้ว ยังอาจนำไปสู่การล้มละลายทั้งในแง่ธุรกิจและชีวิตส่วนตัวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ถือเป็นวิธีการที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

