สรุปบทความ
- Jane Street บริษัท Quantitative Trading โชว์กำไรสุทธิจากการเทรดปี 2025 สูงถึง 3.96 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.32 ล้านล้านบาท แซงหน้ารายได้จากการเทรดของ Goldman Sachs และ JPMorgan Chase
- ธุรกิจหลักคือ การเป็น Market Maker กินส่วนต่าง Bid-Ask Spread ผ่านปริมาณการซื้อขายมหาศาลถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดยไม่สนทิศทางราคา
- บริษัทเคยช้อนซื้อหุ้น Anthropic จากกองทรัพย์สินล้มละลายของ FTX ด้วยเงินราว 100 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันมูลค่าพุ่งขึ้นกว่า 50 เท่า
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา :Neutral
เรื่องราวของ Jane Street เป็นข่าวเชิงโครงสร้างธุรกิจและผลประกอบการของบริษัทเทรดดิ้งเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น จึงไม่มีผลโดยตรงต่อราคาสินทรัพย์ใดในตลาด แต่ทางอ้อมอาจช่วยตอกย้ำมูลค่าของ Anthropic ในสายตานักลงทุน เพราะสะท้อนว่า กองทุนระดับโลกมองเห็นศักยภาพการเติบโตของบริษัท AI รายนี้มาตั้งแต่ช่วงวิกฤต
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณสามารถทำกำไรระดับ “ล้านล้านบาท” จากตลาดได้ โดยไม่ต้องสนใจเลยว่าพรุ่งนี้ราคาจะพุ่งขึ้นหรือดิ่งลง?
นี่คือสิ่งที่ Jane Street บริษัทเทรดดิ้งที่ทรงอิทธิพลและลึกลับที่สุดในวอลล์สตรีทกำลังทำอยู่ บริษัท Quantitative Trading ที่เต็มไปด้วยกลุ่มหัวกะทิด้านคณิตศาสตร์แห่งนี้เพิ่งโชว์ผลงานระดับปรากฏการณ์ ด้วยการฟันกำไรสุทธิในปี 2025 สูงถึง 1.32 ล้านล้านบาท และอีกกว่า 5.37 แสนล้านบาท ในไตรมาสแรกของปี 2026 ตัวเลขที่ทำให้รายได้จากการซื้อขายของสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Goldman Sachs และ JPMorgan Chase กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย
แต่สิ่งที่หลายคนอยากรู้ก็คือ Jane Street ใช้กลยุทธ์อะไรในการกอบโกยความมั่งคั่งขนาดนี้? วันนี้ Siam Blockchain จะพาทุกท่านไปส่องโมเดลธุรกิจและเจาะลึกกลยุทธ์สุดล้ำที่พวกเขาใช้ไปกันกับทุกคน
โมเดลธุรกิจแบบ ‘Market Maker’ ไม่สนว่าราคาจะขึ้นหรือลง
หน้าที่หลักของ Market Maker (ผู้ดูแลสภาพคล่อง) คือ การสร้างความลื่นไหลและเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดการเงิน โดยพวกเขาจะส่งคำสั่งตั้งรับซื้อที่ราคาเสนอซื้อ (Bid) และตั้งวางขายที่ราคาเสนอขาย (Offer) ควบคู่กันไปตลอดเวลาเพื่อจับคู่คำสั่งซื้อขายของนักลงทุน
รายได้หลักของพวกเขาก็คือ ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายนั้นเอง แม้ว่าส่วนต่างนี้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงอาจจะมีมูลค่าเพียงไม่ถึง 1 ดอลลาร์ แต่เมื่อจับคู่เข้ากับปริมาณการซื้อขายต่อวันในระดับมหาศาล
โดยในปี 2024 Jane Street มีปริมาณการซื้อขายหุ้นเฉลี่ยสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ส่วนต่างเล็ก ๆ เหล่านี้จึงสามารถเปลี่ยนเป็นกำไรมหาศาลได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่เป็น Market Maker ต้องเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาที่พร้อมจะขยับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อปิดความเสี่ยงนี้ Jane Street จึงต้องรีบระบายสินทรัพย์ที่รับซื้อไว้ให้ออกไปเร็วที่สุดผ่านโปรแกรมส่งคำสั่งซื้อขายความเร็วสูงในระดับเสี้ยววินาที
และในกรณีที่สภาวะตลาดไม่เป็นใจ จนไม่มีใครมารับซื้อมากพอจนทำให้บริษัทต้อง “อมหุ้น” หรือถือครองสินทรัพย์นั้นไว้บางส่วน พวกเขาจะเลือกใช้กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยง ด้วยการซื้อสัญญาตราสารอนุพันธ์ ประเภทต่าง ๆ เพื่อปกป้องพอร์ตการลงทุนในระหว่างที่ยังไม่สามารถระบายหุ้นออกได้หมด
จากใบรับฝากหุ้น ADR สู่ผู้คุมชะตาตลาด ETF โลก
Jane Street ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายปี 1999 (หรือเริ่มจดทะเบียนในปี 2000) โดยกลุ่มอดีตเทรดเดอร์ นำโดย Robert Granieri อดีต Quant Trader ฝีมือฉกาจ ในช่วงเริ่มต้น บริษัททำหน้าที่เป็น Market Maker ให้กับ American Depositary Receipts (ADR) หรือใบรับฝากหุ้นต่างประเทศที่ซื้อขายในสหรัฐฯ ก่อนจะค่อย ๆ ขยับขยายขอบเขตการให้บริการครอบคลุมแทบทุกประเภทสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นสามัญ, ตราสารหนี้, สินค้าโภคภัณฑ์, ตราสารอนุพันธ์ ไปจนถึงสกุลเงินดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซี
ปัจจุบัน Jane Street ทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องให้กับสินทรัพย์ทางการเงินมากกว่า 90,000 รายการ ใน 240 ตลาดทั่วโลก และที่น่าทึ่งคือ พวกเขาเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่กุมสัดส่วนการซื้อขายกองทุน ETF ในสหรัฐฯ สูงถึง 24% ของมูลค่าการซื้อขาย ETF ทั้งหมดในประเทศ
ดีลลับช้อนซื้อ Anthropic จาก FTX พลิกวิกฤตสภาพคล่องสู่กำไร 50 เท่า
สำหรับชาวคริปโทฯ ชื่อของ Jane Street อาจจะคุ้นหูในฐานะแหล่งบ่มเพาะของสองผู้ก่อตั้งกระดานเทรดที่เคยรุ่งโรจน์อย่าง Sam Bankman-Fried และ Caroline Ellison แห่ง FTX ซึ่งทั้งคู่เคยทำหน้าที่เป็นเทรดเดอร์ให้กับ Jane Street ก่อนจะแยกตัวออกไปตั้งบริษัทของตัวเอง
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่เชื่อมโยง Jane Street เข้ากับวงการคริปโทฯ และเทคโนโลยี AI อีกครั้ง เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตการล่มสลายของ FTX ในปี 2022 เมื่อหุ้นของบริษัท AI ดาวรุ่งอย่าง Anthropic ที่ทาง FTX เคยถือครองอยู่ถูกนำออกมาบังคับขายทอดตลาดเพื่อระดมทุนไปจ่ายคืนเจ้าหนี้ในเดือนมีนาคม 2024
ในเวลานั้น ท่ามกลางความตื่นตระหนกและการขาดแคลนสภาพคล่องในตลาด Jane Street ได้ใช้ความเฉียบคมในการประเมินมูลค่า เข้าช้อนซื้อหุ้น Anthropic จำนวนประมาณ 3.33 ล้านหุ้น จากทีมจัดการสินทรัพย์ล้มละลายของ FTX ด้วยเงินลงทุนเกือบ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,300 ล้านบาท
หลังจากนั้นไม่นาน มูลค่าของ Anthropic ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการระดมทุนรอบหลัง ๆ จนมูลค่าบริษัทพุ่งแตะระดับเฉียด 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2026 ส่งผลให้หุ้นที่ Jane Street ช้อนซื้อมาในวันนั้น เติบโตขึ้นมากกว่า 50 เท่าในเชิงตัวเลขทางบัญชี พลิกเงินหลักพันล้านบาทให้กลายเป็นพอร์ต AI สุดแกร่ง
นอกจากนี้ Jane Street ยังไม่ได้มอง Anthropic เป็นเพียงการลงทุนเพื่อหวังผลกำไรทางการเงินธรรมดา ๆ แต่พวกเขายังใช้โมเดล AI ของ Anthropic ในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับระบบเทรดดิ้งของตนเอง จนเกิดเป็น “วงล้อขับเคลื่อนกำไรแบบประสานพลัง” ที่ช่วยให้ระบบเทรดของพวกเขาทำเงินได้คมและแม่นยำยิ่งขึ้นไปอีก
ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและข้อพิพาทระดับโลก
แม้ว่าการเป็น Market Maker จะดูเหมือนเป็นการทำเงินเงียบ ๆ แต่การทำธุรกรรมขนาดใหญ่ระดับเสี้ยววินาทีก็มักจะถูกจับตามองจากหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ และนำไปสู่คดีความหลายครั้ง
คดีปั่นตลาดอินเดีย (SEBI) ในเดือนกรกฎาคม 2025 หน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินของอินเดีย (SEBI) ได้กล่าวหา Jane Street ว่า ใช้หลายนิติบุคคลในการทำ Market Manipulation (ปั่นตลาด) โดยการกว้านซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารที่ราคาเปิดเพื่อดันดัชนี Bank Nifty ให้สูงขึ้น
ขณะเดียวกันก็ใช้อีกนิติบุคคลหนึ่งถือสัญญาตราสารอนุพันธ์เพื่อรอทำกำไรในช่วงที่ดัชนีร่วงลงหลังจากการเทขายหุ้นเหล่านั้น ซึ่งทาง Jane Street ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยชี้แจงว่า เป็นเพียงการทำอาร์บิทราจดัชนีตามปกติ ก่อนที่สั่งปลดแบนการซื้อขาย หลังจาก Jane Street ยอมวางเงินประกันในบัญชี Escrow สูงถึง 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คดีฟ้องร้องกับ Terraform Labs: ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ผู้จัดการฝ่ายทรัพย์สินหลังการล้มละลายของ Terraform Labs ได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลในนิวยอร์ก โดยกล่าวหาว่า Jane Street ได้ใช้ความสัมพันธ์ในตลาดทำการซื้อขายในลักษณะที่บิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศของ Terra (UST/LUNA) ล่มสลายลงในปี 2022 แต่ทาง Jane Street ก็ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดและยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ยกฟ้องคดีดังกล่าวในเวลาต่อมา
เรื่องราวของ Jane Street สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกการเงินยุคใหม่ ผู้ที่ชนะไม่ใช่ผู้ที่เดาทิศทางราคาได้ถูกต้องที่สุด แต่คือ ผู้ที่สามารถบริหารความเสี่ยงและจัดการสภาพคล่องได้รวดเร็วและแม่นยำที่สุด
ที่มา : finance.yahoo , straitstimes , janestreet, reuters, citadelsecurities, finance.yahoo
มุมมองผู้เขียน : ด้วยขนาดธุรกิจที่ครอบคลุมสินทรัพย์หลายหมื่นตัวทั่วโลก และประวัติการลงทุนที่แม่นยำอย่างกรณี Anthropic เชื่อว่า Jane Street จะยังคงขยายบทบาทเข้าไปในตลาดสินทรัพย์ใหม่ ๆ อย่างสกุลเงินดิจิทัลต่อไป แต่ข้อพิพาททางกฎหมายอย่างกรณีในอินเดีย ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าโมเดลธุรกิจแบบนี้ยังต้องเผชิญแรงเสียดทานด้านกฎระเบียบในหลายประเทศ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาต่อไปว่าจะกระทบต่อการขยายธุรกิจของบริษัทมากน้อยแค่ไหนในอนาคต

