bitkub-banner

พ่อรวยผู้เคยทายซับไพรม์ถูกลั่น มหันตภัย AI จะทำระบบการเงินพังพินาศยับ 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” ออกโรงเตือนว่าเทคโนโลยี AI กำลังเป็นฟองสบู่ลูกใหญ่ที่รอวันแตก และครั้งนี้ความเสียหายจะมากกว่าครั้งไหน
  • ความกังวลนี้มีมูลความจริงเนื่องจากผู้บริหารระดับสูงของ Anthropic ยอมรับว่า AI จะแย่งงานมนุษย์จริง ประกอบกับปัญหาหนี้สินและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังไร้ทางออก
  • Kiyosaki เตือนนักลงทุนว่าอย่าหวังพึ่งพาเพียงรายได้จากเงินเดือน แต่ให้เร่งสะสมสินทรัพย์ทางเลือกที่มีคุณภาพสูงอย่าง ทองคำ, เงิน และ Bitcoin เพื่อความปลอดภัย

แนวโน้มผลกระทบ : Neutral

Robert Kiyosaki มักออกมาป่าวประกาศว่าวิกฤติการเงินกำลังจะมาถึง โดยครั้งนี้สาเหตุจะมาจากการล่มสลายของ AI ที่จะทำให้มนุษย์ตกงานเกิดเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่จนทำให้ทั้งระบบต้องพังพินาศ ซึ่งถึงแม้ว่าวันนี้มันจะยังไม่เกิดขึ้นแต่หลักฐานหลายอย่างเห็นพ้องตรงกันว่าคำทำนายของ Kiyosaki มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้จริง

Robert Kiyosaki หรือที่คนไทยรู้จักกันในฐานะผู้แต่งหนังสือ พ่อรวยสอนลูก ตัวเขานั้นเป็นนักวิเคราะห์สายมองลง ที่มักจะออกมาป่าวประกาศว่าโลกและเศรษฐกิจกำลังล่มสลายลงในไม่ช้า และเตือนให้นักลงทุนเร่งหาหนทางเตรียมตัวหนีตายไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย

แม้ในปัจจุบันคำทำนายของเขาจะยังไม่เป็นจริง แต่ย้อนกลับไปครั้งที่แล้ว Kiyosaki กลับทำนายการล่มสลายของเศรษฐกิจโลกตอนที่เกิดวิกฤติซับไพรม์ได้อย่างถูกต้องเมื่อปี 2008 ทำให้คำเตือนเรื่อง AI ของ Kiyosaki อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้ามว่าเป็นเรื่องไร้สาระ บทความนี้เราจึงจะพาทุกท่านมาดูว่า พ่อรวยเคยพูดอะไรไว้และมีโอกาสเป็นจริงมากแค่ไหน

คำทำนายของ Kiyosaki

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Robert Kiyosaki ได้มีการพูดถึง AI หลายต่อหลายครั้งว่าจะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

ใจความหลักๆ ของเขาต้องการสื่อว่า AI เป็นฟองสบู่ที่รอวันแตก ซึ่งเมื่อมันแตกออกผลกระทบจะลามเป็นลูกโซ่ โดยสิ่งแรกที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้วตอนนี้คือการ “ตกงาน” ของแรงงานมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงานเทคโนโลยี

ในมุมมองของเขา AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีธรรมดา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และเป็นตัวเร่งให้เกิดวิกฤตการเงินที่เขาเตือนมาตั้งแต่หนังสือ 

Kiyosaki เชื่อมั่นว่า AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ออฟฟิศไปจนหมด พอคนตกงานก็จะไม่มีรายได้ไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์พังลง และลามไปสู่ปัญหาอื่นๆ ซึ่งเขาเชื่อมโยงมันเข้ากับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ฟองสบู่ของทุกสิ่ง” ที่ได้มีการพูดซ้ำมานานหลายปี 

หากใครที่ติดตามเขามานานจะทราบดีว่านอกจาก AI แล้ว Kiyosaki ยังคงมีการพูดถึงปัญหาหนี้สาธารณะ และ เงินเฟ้อด้วยเช่นกัน เมื่อนำปัจจัยนี้เข้าไปร่วมกับ AI จะยิ่งทำให้ภาพของหายนะเริ่มมีความเป็นไปได้จริงขึ้นมา

Kiyosaki เปรียบเทียบสถานการณ์ในปัจจุบันว่าใกล้เคียงกับยุคของฟองสบู่ดอทคอมมาก เพราะทุกคนต่างเชื่อว่า AI จะทำให้รวยทำให้มั่งคั่ง ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะประสบกับโศกนาฏกรรมกันหมด เขาจึงเตือนให้ซื้อสินทรัพย์คุณภาพดีอย่าง ทองคำ เงิน หรือแม้กระทั่ง Bitcoin อย่างหวังเพิ่งแต่รายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว และผู้ที่เตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตก่อนจะได้เปรียบกว่าใครเพื่อนในวันที่ตลาดกลับมาเป็นปกติ

ความเป็นไปได้ของวิกฤติ

หลายคนอาจมองว่าสไตล์การพูดที่เน้นสร้างความตื่นตระหนกของ Kiyosaki เป็นเพียงเทคนิคในการดึงดูดความสนใจ แต่หากนำข้อมูลแวดล้อมมาวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว จะพบว่าความกังวลที่เขาพูดถึงนั้นมีมูลความจริงและมีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อย

ในประเด็นเรื่องวิกฤติการว่างงาน แม้แต่ Dario Amodei ผู้บริหารระดับสูงของ Anthropic ยังออกมายอมรับเลยว่า เทคโนโลยี AI จะส่งผลกระทบให้เกิดการตกงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งกระแสข่าวการปลดพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่งในช่วงปีที่ผ่านมา ก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ข้อกังวลที่เกินจริงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดหุ้นกลุ่ม AI อาจไม่ได้ล่มสลายลงง่ายดายอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ เนื่องจากเทคโนโลยีนี้มีการนำไปประยุกต์ใช้งานจริงในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย หากจะเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง ก็อาจเป็นเพียงการตัดมูลค่าส่วนเกินที่ถูกประเมินไว้สูงเกินจริงออกไปเพื่อสร้างฐานราคาใหม่ ดังนั้นน้ำหนักของความน่ากังวลจึงย้ายไปตกอยู่ที่ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเรื่องหนี้สินและอัตราเงินเฟ้อมากกว่า

ปัจจุบันธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ Kevin Warsh  กำลังพยายามอย่างหนักในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้กลับลงมาอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังพอมีความเป็นไปได้หากมีการใช้นโยบายที่รัดกุมเพียงพอ แต่สำหรับปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกานั้นกลับเป็นความท้าทายที่แตกต่างออกไป เนื่องจากจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพพอสำหรับภาระหนี้ที่พอกพูนขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวัน