bitkub-banner

ขุนคลังสหรัฐฯ สั่งอายัดคริปโตอิหร่าน 130 ล้านดอลลาร์ เล็งเป้าโจมตีธนาคารกลาง 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สำนักงาน OFAC ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ นำโดย Scott Bessent ประกาศอายัดทรัพย์สินดิจิทัลกว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เชื่อมโยงกับธนาคารกลางอิหร่าน
  • เป้าหมายในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อสกัดกั้นการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งเป็นการขยายผลต่อเนื่องจากกรณีที่ Tether เคยช่วยอายัดเงิน $344 ล้านดอลลาร์
  • มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการยกระดับทางทหารอย่างรุนแรง ที่สหรัฐฯได้เริ่มกลับมาบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยสำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศ (OFAC) ประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ด้วยการอายัดกระเป๋าเงินดิจิทัลมูลค่ากว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่มีความเชื่อมโยงกับธนาคารกลางอิหร่าน (CBI) ซึ่งรัฐมนตรีคลัง Scott Bessent ย้ำว่าเป็นความพยายามเชิงรุกเพื่อตัดช่องทางรายได้ผิดกฎหมาย นับเป็นการขยายผลต่อเนื่องจากกรณีที่ Tether เคยช่วยแช่แข็งสินทรัพย์ 344 ล้านดอลลาร์ไปเมื่อเดือนเมษายน 2026

สำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศ (OFAC) ล่าสุดได้มีการประกาศคว่ำบาตรกระเป๋าเงินดิจิทัล หลายใบที่มีความเชื่อมโยงกับธนาคารกลางอิหร่าน (CBI) ซึ่งตัวของ Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เองได้ออกมายืนยันว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ ทำการอายัดกระเป๋าดังกล่าวไปแล้วเช่นกัน

Bessent ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า การสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในทางที่ผิด โดยการเคลื่อนไหวในครั้งนี้นั้นได้พุ่งเป้าไปยังธนาคารกลางของอิหร่าน

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการดำเนินการครั้งใหญ่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้น Tether ผู้ให้บริการเหรียญ Stablecoin ได้ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลสหรัฐฯ ในการอายัดเงินมูลค่า $344 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่กระจายอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัล 2 ใบ โดยเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ระบุว่าการอายัดเงินในครั้งนั้นมีความเชื่อมโยงกับตัวแสดงที่เป็นรัฐของอิหร่าน

Bessent  กล่าวต่อไปว่า เราจะยังคงเดินหน้าติดตามเส้นทางการเงินอย่างจริงจัง และตัดช่องทางการเข้าถึงรายได้ที่มาจากขบวนการอันผิดกฎหมายของระบอบการปกครองอิหร่าน

คว่ำบาตรเครือข่ายขนน้ำมัน

นอกจากการสั่งอายัดคริปโตแล้ว สหรัฐฯยังได้มีการประกาศชุดมาตรการคว่ำบาตรที่ครอบคลุมเป็นวงกว้าง โดยหน่วยงาน OFAC ได้ระบุรายชื่อบุคคล องค์กร และเรือขนส่งสินค้ารวมกันมากกว่า 50 รายการ

เป้าหมายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ดำเนินงานอยู่ภายใต้เครือข่ายของ โมฮัมหมัด ฮอสเซน ชามคานี ซึ่งเป็นกำลังหลักที่อยู่เบื้องหลังการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ส่งผลให้ในปัจจุบัน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้สั่งคว่ำบาตรบุคคลและองค์กรภายใต้เครือข่ายอุปถัมภ์นี้ไปแล้วรวมกว่า 200 ราย

Bessent อธิบายว่า เครือข่ายของชามคานีถือเป็นหนึ่งในกลไกที่สร้างผลกำไรให้แก่ระบอบการปกครองอิหร่านมากที่สุด ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนฐานของ “การหลอกลวง” ทั้งนี้ การกำหนดมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งประธานาธิบดี ที่ 13902 ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ภาคส่วนเศรษฐกิจหลักของอิหร่าน

ที่น่าสนใจเลยก็คือ มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวได้ถูกประกาศใช้ในช่วงเวลาเดียวกับที่แรงกดดันทางทหารทวีความรุนแรงขึ้น โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้กลับมาดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่านอีกครั้ง 

การปิดล้อมทางทะเลนี้มีผลบังคับใช้เมื่อเวลา 16.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET) ซึ่งทาง CENTCOM ระบุว่า ขณะนี้มีเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ มากกว่า 20 ลำ และเครื่องบินรบอีกหลายร้อยลำ กำลังปฏิบัติการอยู่ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยที่ฝั่งสหรัฐฯ ได้มีการโจมตีอิหร่านอยู่เป็นระยะในปัจจุบัน

ที่มา : Beincrypto


มุมมองผู้เขียน : มายาคติที่ว่าบล็อกเชนเป็นพื้นที่ไร้รัฐและไม่มีใครแทรกแซงได้นั้นไม่เป็นความจริงเสมอไป เพราะตราบใดที่สินทรัพย์ดิจิทัลยังต้องพึ่งพาตัวกลางอย่าง Stablecoin หรือกระดานเทรดแบบ Centralized รัฐบาลมหาอำนาจก็พร้อมจะใช้กลไกทางกฎหมายบีบให้สั่งแช่แข็งทรัพย์สินได้ทันที เว้นเสียว่าสินทรัพย์ดังกล่าวจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านั้น หรือมีการกระจายศูนย์อย่างแท้จริง