สรุปข่าว
- โอกาสที่กฎหมาย Clarity Act จะถูกบังคับใช้ภายในสิ้นปีนี้บนแพลตฟอร์มทำนายผล Polymarket ร่วงลงเหลือเพียง 32% ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นที่ลดลงอย่างมากของนักลงทุนเนื่องจากกรอบเวลาในการพิจารณาของวุฒิสภากำลังจะหมดลง
- ความขัดแย้งในหมวดข้อกำหนดทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงรวมถึงประธานาธิบดี Donald Trump ยังคงเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ทำให้การเจรจาระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้
- หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านการอนุมัติจะช่วยสร้างกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนโดยแบ่งแยกหน้าที่ระหว่าง SEC และ CFTC อย่างเป็นระบบเพื่อแทนที่การใช้วิธีฟ้องร้องดำเนินคดีแบบเดิมที่สร้างความล่าช้าให้กับการลงทุน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากตลาดได้รับรู้ข่าวความล่าช้าของกฎหมายกำกับดูแลในสหรัฐฯ มาเป็นเวลานานแล้ว และความผันผวนบนแพลตฟอร์ม Polymarket ก็เป็นเพียงการสะท้อนมุมมองของนักเก็งกำไรในระยะสั้นซึ่งยังไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างราคาของ Bitcoin หรือ Ethereum ในปัจจุบัน
การลดลงของโอกาสผ่านกฎหมาย Clarity Act บนกระดาน Polymarket เหลือเพียง 32% จากที่เคยพุ่งสูงถึง 82% ในช่วงต้นปี แสดงให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มถอดใจกับขั้นตอนทางนิติบัญญัติของสหรัฐฯ แม้ว่าเบื้องหลังจะยังคงมีการเจรจาอย่างต่อเนื่องและมีความพยายามในการผลักดันร่างกฎหมายใหม่ แต่การที่พรรคเดโมแครตยังคงยืนกรานเรื่องการใส่ข้อกำหนดจริยธรรมเพื่อควบคุมผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองและ Donald Trump ก็ทำให้การพูดคุยต้องเจอทางตัน
ปมขัดแย้งเรื่องจริยธรรมนี้กลายเป็นกำแพงหนาที่ขวางกฎหมายนี้ไว้ โดยสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนประกาศชัดเจนว่าจะไม่โหวตสนับสนุนในสภาใหญ่หากไม่มีข้อตกลงเรื่องจริยธรรมที่ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น การที่ทำเนียบขาวและวุฒิสภายังไม่มีการเปิดเผยความคืบหน้าใด ๆ จากการประชุมนัดสำคัญ ยิ่งตอกย้ำว่าอุปสรรคนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ในขณะที่สภากำลังจะเข้าสู่ช่วงปิดภาคฤดูร้อนและเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ทำให้เวลาในการผลักดันกฎหมายในปีนี้แทบจะไม่เหลือแล้ว
ฝั่งผู้บริหารในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลต่างพยายามส่งเสียงเตือนภาครัฐว่า ความไม่ชัดเจนทางกฎหมายกำลังทำลายโอกาสในการเติบโตของนวัตกรรมและทำให้การลงทุนในโครงการต่าง ๆ ต้องล่าช้าออกไป เพราะบริษัทเทคโนโลยีต้องคอยกังวลกับการถูก SEC ฟ้องร้องดำเนินคดีแบบไม่ตั้งตัว กฎหมาย Clarity Act จึงถูกมองว่าเป็นทางออกสำคัญที่จะเข้ามารื้อระบบเดิม โดยการแบ่งเค้กอำนาจให้ชัดเจนว่าสินทรัพย์ประเภทใดอยู่ภายใต้การดูแลของ SEC และสินทรัพย์ใดควรอยู่กับ CFTC เพื่อให้การควบคุมเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวประเมินว่า ความล่าช้าของกฎหมาย Clarity Act อาจทำให้นักลงทุนรายย่อยบางส่วนรู้สึกผิดหวังและเลือกที่จะชะลอการลงทุนออกไปเพื่อรอดูความชัดเจน แต่ในอีกมุมหนึ่ง โครงสร้างตลาดในปัจจุบันก็มีความแข็งแกร่งและพึ่งพาปัจจัยภายนอกประเทศสหรัฐฯ มากขึ้นแล้ว ดังจะเห็นได้จากการตื่นตัวในฝั่งเอเชียและการแปลงสินทรัพย์ RWA ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น แม้ว่ากฎหมายของสหรัฐฯ จะยังไม่ผ่านเกณฑ์ภายในปีนี้ ตลาดภาพรวมก็ไม่น่าจะเผชิญกับการตื่นตระหนกหรือ panic sell รุนแรง แต่จะเป็นลักษณะของการแกว่งตัวรอปัจจัยหนุนใหม่ ๆ มากกว่า

