bitkub-banner

วิกฤตเหรียญใหม่ คริปโตที่เปิดตัวหลังปี 2024 กว่า 90% ราคาร่วงต่ำกว่าช่วงเปิดตัว 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • CryptoRank เปิดเผยว่า เหรียญที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา และมีมูลค่าตลาดเกิน 100 ล้านดอลลาร์ มีเพียง 7.1% เท่านั้นที่ราคายังยืนเหนือจุด TGE ส่วนที่เหลือร่วงลงเฉลี่ยถึง -95.7%
  • มีเพียง 8 โครงการจากทั้งหมด 113 โครงการที่ยังทำราคาได้ดีกว่าวันเปิดตัว นำโดย Hyperliquid ที่พุ่งขึ้นกว่า 1,500%
  • ผลวิจัยจาก Memento Research และ Delphi Digital ยืนยันแนวโน้มเดียวกัน ชี้ว่า ปัญหานี้เกิดจากข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างของตลาด ที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยต้องแบกรับความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มทุนและผู้ก่อตั้งโครงการ

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bearish

ข้อมูลชุดนี้สะท้อนความเสี่ยงเชิงระบบของตลาดเหรียญใหม่โดยรวม มากกว่าจะเป็นข่าวที่กระทบเหรียญใดเหรียญหนึ่งโดยเฉพาะ นักลงทุนที่คุ้นเคยกับการไล่ซื้อเหรียญใหม่ หรือรอรับ Airdrop อาจต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่ เพราะสถิติชี้ชัดว่า โอกาสที่ราคาจะยืนเหนือ TGE ในระยะยาวนั้นต่ำมาก

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 CryptoRank แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลคริปโตเคอเรนซี ได้เปิดเผยข้อมูลสถิติที่สะท้อนถึงความจริงอันเจ็บปวดของเหรียญที่เปิดตัวหลังปี 2024 เป็นต้นมา โดยระบุว่า มีเพียงแค่ 7.1% เท่านั้น ของเหรียญที่มีมูลค่าตลาดเกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่สามารถรักษาราคาให้อยู่สูงกว่าราคาในวันเปิดตัวเหรียญ (TGE) ได้

จากข้อมูลของ CryptoRank พบว่า จากบรรดาเหรียญที่เปิดตัวระหว่างปี 2024 ถึง 2026 ทั้งหมด 113 โครงการ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตามราคาตลาดเกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีเพียงแค่ 8 เหรียญเท่านั้น ที่มีราคาซื้อขายสูงกว่าราคา TGE 

ส่วนเหรียญที่เหลืออีกถึง 105 เหรียญ ต่างปรับตัวลดลงต่ำกว่าราคา TGE โดยมีค่ามัธยฐานของการดิ่งลงหนักถึง -95.7% 

ทั้งนี้ CryptoRank ได้ยกตัวอย่าง 4 อันดับแรกจาก 8 โครงการที่ยังคงทำผลงานได้แข็งแกร่งหรือยืนเหนือราคา TGE ได้แก่:

  1. Hyperliquid (HYPE): ทำผลงานได้ +1,519%
  2. ONDO Finance (ONDO): ทำผลงานได้  +101.4%
  3. EverValue Coin (EVA): ทำผลงานได้  +20.32%
  4. Midnight Network (NIGHT): ทำผลงานได้  +16.5%

ข้อถกเถียงเรื่อง Airdrop ได้เหรียญมาแล้วควรเทขายทันทีหรือไม่?

CryptoRank ชี้ให้เห็นว่า โครงการใหม่ ๆ ส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษามูลค่าดั้งเดิมเอาไว้ได้ทันที หลังผ่านพ้นช่วง TGE และต้องเผชิญกับราคาร่วงลงอย่างหนักในระยะยาว ดังนั้น โครงการที่ยังคงรักษาผลงานได้อย่างแข็งแกร่งหลัง TGE จึงถือเป็นกรณีที่หาได้ยากยิ่ง

จากสถานการณ์ดังกล่าว CryptoRank จึงได้ตั้งคำถามบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ว่า “เมื่อได้รับเหรียญจาก Airdrop มาแล้ว นักลงทุนควรจะรีบเทขายทันที หลังวัน TGE เลยหรือไม่?” พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลเปรียบเทียบมูลค่าของเหรียญ Airdrop ตั้งแต่วันเปิดตัวจนถึงปัจจุบันดังนี้

  • Hyperliquid (HYPE): จาก $130 พุ่งขึ้นไปเป็น $4,700 ถือเป็นตัวอย่างเดียวที่มูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 35 เท่า
  • Uniswap (UNI): จาก $1,200 พุ่งขึ้นไปเป็น $1,300
  • Aptos (APT): จาก $1,100 ร่วงลงเหลือ $90
  • Optimism (OP): จาก $380 ร่วงลงเหลือ $25
  • Arbitrum (ARB): จาก $1,300 ร่วงลงเหลือ $85
  • APE (Ape Coin): จาก $80,000 ร่วงหนักเหลือ $1,500
  • StarkNet (STRK): จาก $1,000 ร่วงลงเหลือ $15
  • dYdX (DYDX): จาก $3,700 ร่วงลงเหลือ $37

ผลวิจัยหลายสถาบัน ตีแผ่ข้อบกพร่องเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้นักลงทุนรับความเสี่ยง

สถานการณ์อันท้าทายของเหรียญเปิดตัวใหม่นี้ สอดคล้องกับผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยอื่น ๆ เช่น Memento Research ที่วิเคราะห์เหรียญเปิดตัวใหม่ 118 เหรียญในปี 2025 และพบว่า 100 เหรียญ หรือกว่า 84.7% มีมูลค่าปรับลด (FDV) ต่ำกว่าราคาเข้าจดทะเบียน โดยค่ามัธยฐานของ FDV ดิ่งลงถึง 71% จากระดับวัน TGE และมูลค่าตามราคาตลาดก็ร่วงลงไป 67% เช่นเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ในรายงาน “The State of the Token Market” ประจำเดือนมิถุนายนของ Delphi Digital ได้อธิบายว่า ราคาเฉลี่ยของเหรียญใหม่ มักจะจมอยู่ต่ำกว่าราคา TGE คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 70% ของระยะเวลาทั้งหมด หลังการเข้าจดทะเบียน 

สะท้อนว่า ภาวะราคาซบเซาหลังเข้ากระดานเทรดกลายเป็นเทรนด์ปกติไปแล้ว โดยเฉพาะเหรียญที่มีการหนุนหลังโดยกลุ่มทุน VC มักจะมีราคาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงแรก ก่อนจะดิ่งลงยาวนาน

โดยผลวิเคราะห์เหรียญ 652 เหรียญที่เข้าจดทะเบียนในกระดานเทรดแบบ CEXs ตั้งแต่ปี 2025 พบว่า ค่ามัธยฐานผลตอบแทนติดลบสูงถึง -82% และมากกว่าครึ่งหนึ่งสูญเสียมูลค่าไปเกินกว่า 80%

Delphi Digital ได้สรุปทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้เกิดจาก “ข้อบกพร่องเชิงโครงสร้าง” ในการออกเหรียญ กำหนดการปลดล็อกเหรียญและกลไกการสร้างผลตอบแทนคืนให้แก่ระบบ ส่งผลให้โครงสร้างตลาดในปัจจุบัน กลายเป็นระบบที่วางให้นักลงทุนรายย่อยต้องแบกรับความเสี่ยงขาดทุนในระยะยาว 

ในขณะที่กลุ่มคนภายในเช่น ผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ และกลุ่มทุน VC กลับเป็นฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์เต็ม ๆ จากราคาที่พุ่งขึ้นช่วงแรกทันทีที่เปิดตัว

ที่มา : coinpost


มุมมองผู้เขียน : ตราบใดที่โครงสร้างการออกเหรียญยังเอื้อประโยชน์ให้ผู้ก่อตั้งและ VC มากกว่านักลงทุนรายย่อย แนวโน้มแบบนี้คงยังไม่เปลี่ยนไปในเร็ววัน นักลงทุนที่สนใจเหรียญใหม่หรือ Airdrop ควรตั้งเป้าหมายการทำกำไรที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น และไม่ควรยึดติดกับความหวังว่า โครงการที่ตนถืออยู่จะเป็นข้อยกเว้นเนื่องจากโอกาสแบบนั้นมีน้อยกว่า 10%