สรุปข่าว
- Scott Bessent รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกโรงกดดันวุฒิสภาให้เร่งลงมติผ่านร่างกฎหมาย Clarity Act โดยกล่าวหาว่า เดโมแครตกำลังเล่นเกมการเมืองถ่วงเวลา
- Bessent ปิดท้ายโพสต์ด้วยการอ้างคำพูดของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ที่ว่า อเมริกาจะได้เป็นผู้นำ หรือจะไม่ได้เป็นเลย
- แม้ฝั่งรีพับลิกันจะผลักดันเต็มที่ แต่ John Thune ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ยอมรับว่า ร่างกฎหมายอาจไม่ทันผ่าน ก่อนปิดสมัยประชุมเดือนสิงหาคมนี้
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
ข่าวนี้ยังเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเชิงถ้อยแถลงทางการเมือง ไม่ใช่ความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมของกฎหมาย ตลาดคริปโตน่าจะยังไม่ตอบสนองรุนแรงในระยะสั้น เพราะทุกฝ่ายรับรู้อยู่แล้วว่า เส้นทางของ Clarity Act ยังมีอุปสรรคเรื่องข้อกำหนดจริยธรรมที่ยังตกลงกันไม่ได้
Scott Bessent รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้วุฒิสภาเร่งลงมติผ่านร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตเคอเรนซี หรือ Clarity Act ทันที เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พร้อมทั้งกล่าวหาว่า วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตพยายามดึงเช็งการลงมติด้วยเหตุผลทางการเมือง และเตือนว่า สหรัฐฯ กำลังเสี่ยงที่จะสูญเสียความเป็นผู้นำโลกในด้านสินทรัพย์ดิจิทัล หากขาดกฎระเบียบที่ชัดเจน
Scott Bessent โพสต์ข้อความลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมาย Clarity Act ไปนานกว่าหนึ่งปีแล้ว และคณะทำงานของคณะกรรมาธิการการธนาคารและการเกษตรของวุฒิสภา ได้ใช้เวลา “หลายพันชั่วโมง” ในการเจรจาปรับปรุงร่างกฎหมายร่วมกันทั้งสองพรรค จนกระทั่งปัจจุบันฝั่งรีพับลิกันมีร่างกฎหมายที่พร้อมเข้าสู่การลงมติในสภาแล้ว
โดยเขากล่าวว่า “เป็นเรื่องน่าผิดหวัง แต่ไม่น่าแปลกใจ ที่วุฒิสภาฝ่ายเดโมแครต เลือกเล่นเกมการเมือง ในขณะที่อเมริกากำลังจะได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในการเป็นผู้นำ
ลองหาตัวอย่างอื่นในประวัติศาสตร์ดูสิว่า มีครั้งไหนบ้างที่สภาคองเกรสได้รับโอกาสเลือก แต่กลับเลือกที่จะผลักดันอุตสาหกรรมหนึ่งให้ออกจากสหรัฐฯ แทนที่จะกำกับดูแลอย่างชาญฉลาด ค่านิยมความเป็นเลิศของอเมริกาเคยเป็นเป้าหมายร่วมกันของทั้งสองพรรค หาก Clarity Act ล้มเหลว ผมคงต้องตั้งข้อสงสัยอย่างจริงจังแล้ว”
โต้ข้อวิจารณ์ ปกป้องนักพัฒนา และอ้างถึง Satoshi Nakamoto
Scott Bessent ปฏิเสธข้อวิจารณ์ที่ว่า ร่างกฎหมายนี้ขาดการคุ้มครองผู้บริโภค หรือมาตรการป้องกันการเงินผิดกฎหมาย โดยโต้แย้งว่า หมวด 2 และหมวด 3 (Titles II and III) ของร่างกฎหมายจะช่วยขยายข้อกำหนด ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับตัวกลางสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับมาตรฐานให้เข้ามาใกล้เคียงกับมาตรฐานที่ใช้กับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม
นอกจากนี้ เขายังได้ปกป้องกฎหมาย Blockchain Regulatory Certainty Act ซึ่งเป็นบทบัญญัติภายใน Clarity Act ที่มุ่งคุ้มครองนักพัฒนาซอฟต์แวร์แบบกระจายศูนย์
โดยระบุว่า เป็นหลักการที่บรรจุแนวทางปฏิบัติที่กระทรวงการคลังยึดถือมานานว่า นักพัฒนาเหล่านี้ ไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดการจดทะเบียนตามกฎหมาย Bank Secrecy Act
พร้อมกล่าวเสริมว่า สมาคมตำรวจ Fraternal Order of Police ซึ่งเคยคัดค้านมาตรการนี้ ในปัจจุบันได้หันมาให้การสนับสนุนแล้ว
รมว.คลังสหรัฐฯ ยังได้กล่าวหาพรรคเดโมแครตว่า หวาดกลัวกระแสต่อต้านจากวุฒิสมาชิก Elizabeth Warren และกลุ่ม “กองทัพต่อต้านคริปโต” ของเธอ โดยชี้ว่า การลงมติที่กำลังจะมาถึง จะเป็นตัวตัดสินว่า สหรัฐฯ จะยังคงเป็นผู้นำระดับโลกในด้านสินทรัพย์ดิจิทัล หรือจะผลักดันอุตสาหกรรมนี้ไปต่างประเทศ ผ่านความไม่แน่นอนด้านการกำกับดูแล
ก่อนจะปิดท้ายโพสต์ด้วยการอ้างถึงหนึ่งในคำพูดของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ว่า “อเมริกาจะเป็นผู้นำ หรืออเมริกาจะไม่ได้เป็นเลย มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรไปกว่านั้น และผมเชื่อว่า ครั้งหนึ่ง Satoshi เคยพูดไว้ได้ดีที่สุดว่า ‘หากคุณไม่เชื่อผม หรือไม่เข้าใจมัน ผมก็ไม่มีเวลามานั่งอธิบายให้คุณเข้าใจหรอก ขอโทษที'”
สาระสำคัญของ Clarity Act และปมขัดแย้งเชิงนโยบายการเมือง
หากร่างกฎหมาย Clarity Act ผ่านการอนุมัติและลงนามเป็นกฎหมาย จะเป็นการสร้างกรอบการทำงานระดับสหพันธรัฐสำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเปรียบเสมือนการทำให้กิจกรรมคริปโตส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย โดยจะแบ่งอำนาจการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่าง SEC และ CFTC ซึ่งสินทรัพย์ส่วนใหญ่จะตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ CFTC
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายนิติบัญญัติสูงสุดของอุตสาหกรรมคริปโตในวอชิงตัน แต่ในเดือนพฤษภาคม วุฒิสมาชิกฝั่งรีพับลิกันได้เปิดเผยร่างแก้ไขที่เพิ่ม “ข้อกำหนดด้านจริยธรรม” ซึ่งห้ามประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางออกเหรียญหรือสนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัลขณะดำรงตำแหน่ง เพื่อจำกัดกิจกรรมทางธุรกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีรายได้จากธุรกิจคริปโตสูงถึงกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพียงปีเดียว
อย่างไรก็ตาม ฝั่งเดโมแครตได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากข้อจำกัดเหล่านี้ จะมีผลบังคับใช้ถึงแค่ปี 2029 เท่านั้น และการบังคับใช้กฎหมายขึ้นอยู่กับกระทรวงยุติธรรมเพียงแห่งเดียว ซึ่งข้อความไม่ได้ครอบคลุมไปถึงบุตรหลานของเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้เส้นทางของร่างกฎหมายนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
โดย John Thune ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ระบุเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า เขาไม่คาดหวังว่าร่างกฎหมายนี้จะผ่านวุฒิสภาก่อนการปิดสมัยประชุมในเดือนสิงหาคม เนื่องจากข้อพิพาทเรื่องข้อกำหนดด้านจริยธรรมยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างมองว่า การปิดสมัยประชุมเดือนสิงหาคม ถือเป็นเดดไลน์สุดท้ายในการผ่านกฎหมายของปีนี้ ก่อนที่ความสนใจของรัฐสภาจะเปลี่ยนไปสู่การเลือกตั้งกลางเทอม
ที่มา : decrypt
มุมมองผู้เขียน : ตราบใดที่ประเด็นข้อกำหนดจริยธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนของ Trump ยังหาข้อยุติไม่ได้ โอกาสที่ร่างกฎหมายจะผ่านทันปิดสมัยประชุมเดือนสิงหาคมก็ยังดูริบหรี่
ผู้เล่นในตลาดคริปโตคงต้องจับตาดูการเจรจาในวุฒิสภาต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะหากกฎหมายนี้ถูกเลื่อนออกไปจนพ้นช่วงกลางเทอม ก็มีความเป็นไปได้ว่าความชัดเจนด้านกฎระเบียบที่อุตสาหกรรมรอคอยมานาน อาจต้องเลื่อนออกไปอีกยาว

