bitkub-banner

Ledger-Trezor-Onekey ยังปลอดภัยอยู่ไหม? หลังกรณี Coldcard ถูกแฮก Bitcoin 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Ledger เน้นความปลอดภัยฮาร์ดแวร์ระดับปิดป้องกันการสกัดรหัสทางกายภาพได้ดีเยี่ยม แต่ใช้ระบบปฏิบัติการที่ต้องพึ่งพาความเชื่อใจในแบรนด์
  • Trezor ชูจุดเด่น Open-Source กระจายแหล่งสุ่ม ในขณะที่รุ่นใหม่แก้จุดอ่อนการถูกเจาะเครื่องได้แต่เครื่องรุ่นเก่ายังคงมีความเสี่ยงหากตกไปในมือของผู้เชี่ยวชาญ
  • OneKey ใช้สถาปัตยกรรมไฮบริดชิปคู่พัฒนาต่อยอดจาก Trezor พร้อมการ Audit สม่ำเสมอ แต่มีข้อเสียตรงที่ภาพจำของแบรนด์จีนที่ถูกมักโยงกับความไม่ปลอดภัย

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

แม้เหตุการณ์ช่องโหว่ Entropy ของ Coldcard จะสร้างความวิตกเรื่องความปลอดภัยของการถือครองสินทรัพย์ด้วยตนเอง แต่ Hardware Wallet ยอดนิยมในไทยทั้ง 3 แบรนด์อย่าง Ledger,Trezor,Onekey ยังคงอยู่ในสถานะปลอดภัยด้วยสถาปัตยกรรมป้องกันที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ วิกฤตดังกล่าวย้ำเตือนว่านักลงทุนไม่ควรออมสินทรัพย์ทั้งหมดไว้ในอุปกรณ์เพียงชิ้นเดียว แต่ควรเน้นการกระจายความเสี่ยงเป็นสำคัญ

ในช่วงเวลานี้ หลายท่านที่ติดตามข่าวสารวงการคริปโต คงจะทราบถึงเหตุการณ์ที่ hardware wallet ยี่ห้อ Coldcard ถูกใช้ช่องโหว่ในการโจมตีจนส่งผลทำให้ Bitcoin ที่เก็บมาไว้เป็นอย่างดีของผู้ใช้ถูกขโมยออกไปอย่างง่ายได้ ซึ่งนั่นจึงทำให้คำถามสำคัญผุดขึ้นมาว่าอุปกรณ์ Hardware Wallet เจ้าอื่นที่เราใช้กันยังคงปลอดภัยอยู่หรือไม่? 

ดังนั้น เราจะพาทุกท่านมาดูกันว่า Hardware wallet 3 ยี่ห้อที่เป็นที่นิยมที่สุดในไทยจะยังคงปลอดภัยหรือไม่จากเหตุการณ์นี้ และมีความเสี่ยงที่จะถูกแฮกในอนาคตมากน้อยแค่ไหน?

ปูพื้นฐาน

ก่อนที่จะไปดูกันว่าอีก 3 แบรนด์มีความเสี่ยงหรือมีความปลอดภัยแค่ไหน เราต้องทราบก่อนว่าแท้จริงแล้วกรณีการแฮก Coldcard เกิดขึ้นได้อย่างไร 

ช่องโหว่ของ Coldcard นั้นเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของโค้ดเฟิร์มแวร์ จนส่งผลให้ระบบสุ่มสร้าง Seed Phrase ออกมามีความปลอดภัยต่ำกว่าที่ควรจะเป็นจนสามารถคาดเดาได้และนำไปสู่การสูญเสีย Bitcoin กว่า 88.6 ล้านดอลลาร์ 

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงสูงสุดของ Hardware Wallet ไม่ได้อยู่ที่การถูกเจาะตัวชิปโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความบกพร่องของการสุ่ม Seed Phrase ในระดับซอฟต์แวร์และเฟิร์มแวร์ด้วย 

Ledger

เริ่มต้นกันด้วยแบรนด์ที่อาจจะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายที่สุดและหาซื้อง่ายอย่าง Ledger โดยแบรนด์ชูจุดเด่นด้วยการใช้ชิปนิรภัย Secure Element ST33 series ได้รับมาตรฐาน EAL6+ ซึ่งมีโมดูล True Hardware Random Number Generator (TRNG) ในระดับฝังในฮาร์ดแวร์เพื่อสร้างค่าสุ่มโดยเฉพาะ 

อย่างไรก็ตาม Ledger ใช้ระบบปฏิบัติการแบบปิด แม้จะป้องกันการสกัดรหัสผ่านการโจมตีมาได้อย่างดีเยี่ยม แต่ชุมชนนักพัฒนานอกบริษัทไม่สามารถตรวจสอบโค้ดภายในเพื่อยืนยันความถูกต้องของกระบวนการสุ่มในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นใน Coldcard ได้ทำให้กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างแบบรวมศูนย์

สถานะปัจจุบัน: ปลอดภัย

ความเสี่ยงในอนาคต: ติดเรื่องของการใช้ระบบปิด

Trezor

ถัดมากับอีกหนึ่งยี่ห้อยอดฮิตอย่าง Trezor ด้วยความที่พวกเขาใช้แนวทางแบบ Open-Source 100% เปิดให้ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกตรวจสอบได้ ทำให้แบรนด์ของ Trezor ไม่มีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสของโค้ด แต่ก็มีจุดอ่อนต่อการสกัดข้อมูลทางกายภาพหากตัวเครื่องตกไปอยู่ในมือผู้เชี่ยวชาญ 

อย่างไรก็ตาม ในรุ่นใหม่อย่าง Trezor Safe 3 และ Safe 5 ได้แก้จุดอ่อนนี้ด้วยการใส่ชิปนิรภัย Secure Element มาตรฐาน EAL6+ เข้ามาทำงานร่วมกับการใช้ชิปไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU)

กระบวนการสร้าง Seed Phrase ของ Trezor จึงเป็นการดึงค่าความสุ่มจากฮาร์ดแวร์ Secure Element มารวมกับค่าสุ่มของ MCU และค่าจังหวะการกดปุ่มปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ แล้วนำทั้งหมดไปผ่านกระบวนการแฮช (SHA-256) เพื่อสร้างวลี 12 หรือ 24 คำ ทำให้นักพัฒนานอกองค์กรสามารถตรวจเช็กบรรทัดต่อบรรทัดได้ว่า ตัวคอมไพเลอร์ไหนไม่ได้ตัดฟังก์ชันสุ่มออก หรือหลุดไปใช้ชุดสุ่มจำลองแบบกำหนดผลลัพธ์ได้เหมือนกรณีของ Coldcard

สถานะปัจจุบัน: ปลอดภัย

ความเสี่ยงในอนาคต: รุ่นเก่าเสี่ยงต่อการถูกเจาะทางกายภาพหากเครื่องหลุดมือ

Onekey

ด้าน OneKey แบรนด์ชั้นนำราคาสบายกระเป๋าได้เลือกใช้แนวทางไฮบริดที่นำข้อดีของ Open-Source ที่พวกเขาเองก็เป็นการ fork มาจาก trezor มาทำงานบนสถาปัตยกรรมชิปคู่โดยเชื่อมต่อชิปประมวลผลหลักเข้ากับชิปนิรภัย 

จุดเด่นของ OneKey ในด้านความปลอดภัยของ Entropy คือ การใช้โครงสร้างกระจายแหล่งความสุ่มเพื่อป้องกันปัญหาจุดบอดเดียว หรือ Single Point of Failure ดังนั้นเฟิร์มแวร์ของ OneKey จะดึงค่าสุ่มแท้ (TRNG) จากชิปมาผสมเข้ากับค่าสุ่มสัญญาณ MCU และเติมค่า Entropy ในระดับซอฟต์แวร์ที่เกิดจากการสุ่มเวลาของการแตะหน้าจอหรือกดปุ่ม 

สถาปัตยกรรมนี้ทำให้มั่นใจได้ว่า ต่อให้ชิป Secure Element เกิดความบกพร่องจากการผลิต หรือซอฟต์แวร์ MCU มีปัญหา ค่าความสุ่มรวมที่ได้ก็ยังคงมีความยุ่งเหยิงทางคณิตศาสตร์สูงเกินกว่าจะย้อนกลับรหัสได้ 

นอกจากนี้ OneKey ยังใช้ระบบนิเวศซอฟต์แวร์แบบเปิด ทำให้การอัปเดตเฟิร์มแวร์ทุกเวอร์ชันถูกตรวจสอบผ่านกระบวนการตรวจเช็กอัตโนมัติ และการส่ง Audit ภายนอกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยดักจับความผิดปกติของโค้ดคอมไพเลอร์ก่อนส่งตรงถึงผู้ใช้งาน

สถานะปัจจุบัน: ปลอดภัย

ความเสี่ยง : เป็นแบรนด์น้องใหม่ประสบการณ์ไม่โชกโชน , เป็นแบรนด์จีนทำให้ภาพลักษณ์ไม่ดี, ฐานยังไม่แข็งแรงเท่าเจ้าตลาด

สรุป

ในอนาคต Hardware Wallet ทั้งสามแบรนด์จะยังคงปลอดภัยตราบใดที่กระบวนการสุ่มรหัสไม่ถูกจำกัดหรือแทรกแซง อย่างไรก็ตาม ไม่มีซอฟต์แวร์ใดในโลกที่ปราศจาก ช่องโหว่ 100% ตลอดไป วิกฤต Coldcard จึงเป็นการพิสูจน์แล้วว่า แม้แต่แบรนด์ที่เน้นความปลอดภัยระดับสูงสุดก็อาจมีช่องโหว่ที่ซ่อนอยู่ได้นานนับปีเหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ว่า เราไม่ควรออมสินทรัพย์ทั้งหมดไว้ในที่แห่งเดียว 


มุมมองผู้เขียน : แนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ถือครองสินทรัพย์มูลค่าสูงถัดจากนี้จึงเป็นการกระจายความเสี่ยง และศึกษาข้อมูลใหม่รวมถึงข่าวสารตลอดเวลาไม่ใช่การถือไว้แล้วปล่อยไป ทำให้สิ่งที่สำคัญที่สุดในยุคนี้อาจไม่ใช่วลี “ไม่ใช่กุญแจคุณไม่ใช่เหรียญคุณ” อีกต่อไปแต่เป็น “สินทรัพย์คุณ ความรับผิดชอบคุณ” มากกว่า