bitkub-banner

สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น แทรกแซงค่าเงินเยน ปลุกความกังวล Yen Carry Trade หวั่นทุบราคา Bitcoin

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สหรัฐฯ และญี่ปุ่นร่วมแทรกแซงค่าเงินเยน หลังเงินเยนอ่อนค่าหนักสุดในรอบเกือบ 40 ปี ส่งผลให้เยนแข็งค่าขึ้นทันที
  • นักลงทุนหวนนึกถึงเหตุการณ์ Yen Carry Trade Unwind ในปี 2024 ที่เคยทำให้ Bitcoin ร่วงกว่า 20% ภายในสัปดาห์เดียว
  • แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ตัวแปรที่กดดัน Bitcoin ในตอนนี้อาจไม่ใช่เงินเยน แต่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่ามากกว่า

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Scott Bessent รมว.คลังสหรัฐฯ ยืนยันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ และญี่ปุ่นได้ร่วมกันแทรกแซงค่าเงินเยน ทำให้ตลาดกลับมากังวลว่าอาจเกิด Yen Carry Trade Unwind หรือ ภาวะที่นักลงทุนเร่งขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินไปคืนหนี้ที่กู้เป็นเงินเยน ซ้ำรอยปี 2024 ซึ่งเคยฉุดราคา Bitcoin ร่วงกว่า 20% ภายในสัปดาห์เดียว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ตลาดยังไม่ได้ตอบสนองในลักษณะเดียวกัน และปัจจัยที่อาจกดดัน Bitcoin ในรอบนี้คือ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทำให้สภาพคล่องในตลาดการเงินโลกลดลง มากกว่าการแข็งค่าของเงินเยนเพียงอย่างเดียว

ตลาดการเงินทั่วโลกกลับมาจับตา Yen Carry Trade อีกครั้ง หลังสหรัฐฯ และญี่ปุ่นร่วมกันแทรกแซงค่าเงินเยนจนมีการแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนหลายฝ่ายหวนนึกถึงเหตุการณ์ในปี 2024 ที่เคยฉุดราคา Bitcoin ร่วงกว่า 20% ภายในสัปดาห์เดียว

Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ได้ร่วมกับญี่ปุ่นแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับความผันผวนของเงินเยน หลังคู่เงิน USD/JPY พุ่งเกือบแตะ 164 ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดนับตั้งแต่ปี 1986 ก่อนจะย่อลงมาแถว 156.5 ในวันจันทร์ พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ พร้อมร่วมแทรกแซงเพิ่มเติมหากจำเป็น

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หลายคนย้อนนึกถึงเดือนสิงหาคม 2024 ซึ่งเกิดสิ่งที่เรียกว่า Yen Carry Trade Unwind หรือ การปิดสถานะลงทุนที่อาศัยการกู้เงินเยนดอกเบี้ยต่ำ หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมาย ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อเงินเยนแข็งค่า นักลงทุนที่เคยกู้เงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นและ Bitcoin ต้องรีบขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินมาคืนหนี้ ทำให้เกิดแรงเทขายพร้อมกันทั่วตลาด ส่งผลให้ราคา Bitcoin ร่วงจากประมาณ 62,000 ดอลลาร์ เหลือ 49,000 ดอลลาร์ หรือกว่า 20% ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม รอบนี้อาจไม่เหมือนเดิม แม้ BOJ จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% และยังมองว่าความต้องการด้าน AI รวมถึงเงินเยนที่อ่อนค่า เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันเงินเฟ้อของญี่ปุ่น แต่ข้อมูลล่าสุดกลับชี้ว่า ความเสี่ยงต่อ Bitcoin อาจไม่ได้มาจาก Yen Carry Trade อย่างที่หลายคนกังวล

CoinDesk ระบุว่า ค่าความสัมพันธ์ย้อนหลัง 52 สัปดาห์ระหว่าง Bitcoin กับคู่เงิน USD/JPY อยู่ที่ -0.90 สะท้อนว่าในช่วงที่ผ่านมา Bitcoin กลับปรับตัวลงพร้อมกับการ อ่อนค่าของเงินเยน ไม่ใช่การแข็งค่าตามทฤษฎี Carry Trade

บทวิเคราะห์จึงมองว่า ตัวแปรที่ตลาดควรจับตาจริงๆ คือ ความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะเมื่อดอลลาร์แข็งค่า สภาพคล่องทั่วโลกมักหดตัว และมักกดดันสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin มากกว่า

ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 30 ปี ยังปรับขึ้นเข้าใกล้ 4% แม้จะมีการแทรกแซงค่าเงิน ขณะที่ Bitcoin ยังคงทรงตัวเหนือระดับ 63,000 ดอลลาร์ สะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้ตอบสนองต่อการแข็งค่าของเงินเยนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2024

หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป สิ่งที่อาจกำหนดทิศทาง Bitcoin ในระยะต่อจากนี้ ไม่ใช่การกลับมาของ Yen Carry Trade แต่เป็นทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และสภาพคล่องของตลาดการเงินโลกมากกว่า


มุมมองผู้เขียน: การแทรกแซงค่าเงินครั้งนี้อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดในระยะสั้น แต่ตราบใดที่ Bitcoin ยังยืนเหนือแนวรับสำคัญและยังไม่มีสัญญาณของการปิดสถานะเลเวอเรจในวงกว้างเหมือนปี 2024 ความเสี่ยงที่จะเกิดแรงเทขายรุนแรงแบบเดิมยังถือว่ามีจำกัด อย่างไรก็ตาม หากเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าต่อเนื่อง นั่นอาจเป็นปัจจัยที่นักลงทุนคริปโตควรจับตามากกว่าการเคลื่อนไหวของเงินเยน

ที่มา:coindesk